หาลูกค้า

หาลูกค้าร้านเสริมสวย: 5 วิธีที่ได้ผลจริง [อัปเดต 2569]

การหาลูกค้าร้านเสริมสวยให้ได้ผลต้องทำสองอย่างพร้อมกัน คือเปิดช่องทางให้ลูกค้าใหม่ค้นหาแล้วเจอร้าน และวางระบบติดตามให้ลูกค้าที่มาแล้วกลับมาซ้ำ เพราะการหาลูกค้าใหม่มีต้นทุนสูงกว่าการรักษาลูกค้าเดิม 5 ถึง 25 เท่า บทความนี้สรุป 5 วิธีที่ร้านในไทยเริ่มทำได้ทันที ตั้งแต่แพลตฟอร์มจองคิวและ LINE Official Account ไปจนถึงช่องทางจองของร้านเอง
ช่างทำผมกำลังให้บริการลูกค้าในร้านเสริมสวย โดยมีหน้าจอแสดงตารางการจองของร้านอยู่ที่เคาน์เตอร์

การหาลูกค้าร้านเสริมสวยให้ได้ผลในปี 2569 ต้องทำสองอย่างพร้อมกัน คือเปิดช่องทางให้ลูกค้าใหม่ค้นหาแล้วเจอร้านของคุณ และวางระบบติดตามให้ลูกค้าที่มาแล้วกลับมาใช้บริการซ้ำ ตามข้อมูลจากบทความ "The Value of Keeping the Right Customers" ของ Harvard Business Review การหาลูกค้าใหม่มีต้นทุนสูงกว่าการรักษาลูกค้าเดิม 5 ถึง 25 เท่า การทุ่มงบหาลูกค้าใหม่เพียงอย่างเดียวจึงทำให้ต้นทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ บทความนี้สรุป 5 วิธีที่ร้านเสริมสวยในไทยลงมือทำได้จริง ตั้งแต่แพลตฟอร์มจองคิวไปจนถึงช่องทางจองของร้านเอง

สิ่งที่คุณจะได้จากบทความนี้

  • ทำไมต้นทุนหาลูกค้าใหม่สูงกว่ารักษาลูกค้าเดิม 5 ถึง 25 เท่า
  • วิธีใช้แพลตฟอร์มจองคิวอย่าง GoWabi เป็นช่องทางหาลูกค้าใหม่ พร้อมโมเดลค่าคอมมิชชั่นที่ควรรู้ก่อน
  • ตารางราคา LINE Official Account ล่าสุด พร้อมสูตรข้อความติดตามลูกค้า 3 จังหวะ
  • เช็กลิสต์ตั้งค่า Google Business Profile 7 ข้อ ให้ร้านติดผลค้นหา "ร้านทำผมใกล้ฉัน"
  • แนวทางทำคอนเทนต์ Instagram และ TikTok พร้อมตัวเลขผู้ใช้ล่าสุดของไทย
  • แผนลงมือทำเรียงลำดับก่อนหลัง และตัวเลข 3 ตัวที่ควรดูทุกเดือน

ทำไมการหาลูกค้าร้านเสริมสวยถึงยากขึ้น และหลักคิดที่ควรใช้

ไม่ว่าคุณจะเปิดร้านทำผมมาหลายปีแต่เก้าอี้ยังว่างครึ่งวัน เพิ่งเปิดร้านทำเล็บแล้วยังไม่มีคนรู้จัก หรือมีลูกค้าขาจรแต่แทบไม่มีใครกลับมาครั้งที่สอง สาเหตุร่วมกันคือโครงสร้างตลาดที่เปลี่ยนไป

คู่แข่งใหม่จดทะเบียนเพิ่มเกือบ 70 รายต่อเดือน

ตามข้อมูลจากคลังข้อมูลธุรกิจของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD DataWarehouse) ช่วงปี 2567-2568 มีธุรกิจใหม่กลุ่มร้านเสริมสวยและนวด-สปาจดทะเบียนนิติบุคคลเพิ่มเฉลี่ยเกือบ 70 รายต่อเดือน และช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 อัตราการจดทะเบียนใหม่เพิ่มขึ้นราว 21% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกรุงเทพฯ เป็นจังหวัดที่มีสัดส่วนมากที่สุดราว 40% ของทั้งหมด

ตัวเลขนี้นับเฉพาะร้านที่จดทะเบียนนิติบุคคล ยังไม่รวมร้านในนามบุคคลธรรมดาอีกจำนวนมาก การแข่งขันจริงจึงสูงกว่านี้ หากคุณกำลังวางแผนเปิดร้านใหม่ อ่านขั้นตอนทั้งหมดได้ในวิธีเปิดร้านเสริมสวยในกรุงเทพฯ

ลูกค้าค้นหาและเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ

ตามข้อมูลจากรายงาน Digital 2026: Thailand ของ DataReportal คนไทยใช้อินเทอร์เน็ต 67.8 ล้านคน หรือ 94.7% ของประชากร ก่อนเข้าร้านใหม่ ลูกค้าส่วนใหญ่ค้นหาคำว่า "ร้านทำผมใกล้ฉัน" หรือชื่อย่านของตัวเอง ดูรูปผลงาน อ่านรีวิว แล้วค่อยเลือกจอง ร้านที่ไม่ปรากฏในผลค้นหาจึงเสียโอกาสตั้งแต่ลูกค้ายังไม่เห็นหน้าร้าน

ต้นทุนหาลูกค้าใหม่สูงกว่ารักษาลูกค้าเดิม 5 ถึง 25 เท่า

หลักคิดที่สำคัญที่สุดคือ อย่ามองการหาลูกค้าเป็นงานเดียว ให้แยกเป็นสองงานที่ใช้เครื่องมือคนละชุด ตามข้อมูลจากบทความ "The Value of Keeping the Right Customers" ของ Harvard Business Review การหาลูกค้าใหม่มีต้นทุนสูงกว่าการรักษาลูกค้าเดิม 5 ถึง 25 เท่า และงานวิจัยของ Bain & Company ที่อ้างถึงในบทความเดียวกันพบว่า การเพิ่มอัตราการรักษาลูกค้าเพียง 5% ช่วยเพิ่มกำไรได้ตั้งแต่ 25% ถึง 95%

เหตุผลเข้าใจง่าย ลูกค้าใหม่ทุกคนมีค่าใช้จ่ายแฝง ทั้งค่าโฆษณา ส่วนลดครั้งแรก หรือค่าคอมมิชชั่นของแพลตฟอร์ม ส่วนลูกค้าประจำที่พอใจอยู่แล้ว ข้อความแจ้งเตือนเพียงข้อความเดียวก็พากลับมาได้โดยแทบไม่มีต้นทุนเพิ่ม

สองเสาหลัก: ช่องทางหาลูกค้าใหม่ กับช่องทางรักษาลูกค้าประจำ

เมื่อแยกสองงานออกจากกัน ช่องทางแต่ละแบบจะมีบทบาทชัดเจนขึ้นทันที

ช่องทาง บทบาทหลัก จุดแข็ง
แพลตฟอร์มจองคิว (เช่น GoWabi) หาลูกค้าใหม่ มีฐานผู้ใช้ที่ตั้งใจหาบริการอยู่แล้ว
Google Business Profile หาลูกค้าใหม่ในละแวกร้าน ฟรี และตรงกับพฤติกรรมค้นหา "ใกล้ฉัน"
Instagram / TikTok หาลูกค้าใหม่ด้วยผลงาน โชว์ฝีมือช่างผ่านรูปก่อน-หลังได้เต็มที่
LINE Official Account รักษาลูกค้าประจำ ส่งข้อความถึงลูกค้าโดยตรง เปิดอ่านง่าย
ช่องทางจองของร้านเอง เปลี่ยนลูกค้าประจำมาจองตรง ไม่มีค่าคอมมิชชั่นต่อการจอง ข้อมูลลูกค้าอยู่กับร้าน

ลูกค้าใหม่เข้ามาทางแพลตฟอร์ม แผนที่ และโซเชียล เมื่อมาครั้งแรกแล้ว ร้านชวนเข้า LINE และช่องทางจองของร้านเอง เพื่อให้ครั้งต่อไปเป็นการจองตรง นี่คือโครงสร้างที่ 5 วิธีต่อจากนี้ประกอบกัน

วิธีที่ 1: ใช้แพลตฟอร์มจองคิวเป็นช่องทางหาลูกค้าใหม่

แพลตฟอร์มจองคิวเป็นทางลัดเข้าถึงลูกค้าที่กำลังหาบริการอยู่แล้ว โดยเฉพาะสำหรับร้านใหม่ที่ยังไม่มีฐานลูกค้า

รู้จัก GoWabi และโมเดลค่าใช้จ่าย

ตามข้อมูลจากบทความ "GoWabi คืออะไร? ใช้จองอะไรได้บ้าง (อัปเดต 2026)" ของ GoWabi เอง GoWabi คือแพลตฟอร์มจองบริการความงามและสุขภาพออนไลน์ของไทย ครอบคลุมบริการกว่า 25 หมวด ทั้งทำผม ทำเล็บ นวด สปา และคลินิก ส่วนหน้าสมัครพาร์ทเนอร์ของ GoWabi ระบุว่ามีร้านค้าพาร์ทเนอร์กว่า 8,000 แห่งใน 15 จังหวัดขึ้นไป

โมเดลค่าใช้จ่ายตามหน้าสมัครพาร์ทเนอร์คือ ไม่มีค่าแรกเข้า ไม่มีค่ารายเดือนหรือรายปี ร้านจ่ายเป็นค่าคอมมิชชั่นต่อการจองที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น เหมาะกับร้านที่ไม่อยากมีต้นทุนคงที่ แต่ยิ่งจองผ่านแพลตฟอร์มมาก ค่าคอมมิชชั่นรวมก็ยิ่งเพิ่มตาม

ใช้แพลตฟอร์มให้ถูกบทบาท: ประตูหน้าร้าน ไม่ใช่บ้านทั้งหลัง

จุดแข็งของแพลตฟอร์มคือการพาลูกค้าใหม่ที่ไม่เคยรู้จักร้านมาถึงหน้าร้าน แต่มีข้อควรเข้าใจเชิงโครงสร้าง 2 ข้อ

  1. ข้อมูลการจองและพฤติกรรมลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ในระบบของแพลตฟอร์ม ร้านนำมาต่อยอดเองได้จำกัด
  2. หากลูกค้าประจำยังจองผ่านแพลตฟอร์มทุกครั้ง ร้านจะจ่ายค่าคอมมิชชั่นซ้ำสำหรับลูกค้าที่ยังไงก็มาอยู่แล้ว

วิธีใช้ที่คุ้มค่าที่สุดจึงไม่ใช่การเลิกใช้ แต่คือการวางบทบาทให้ชัด ใช้แพลตฟอร์มหาลูกค้าใหม่ แล้วชวนลูกค้าครั้งแรกเข้า LINE ของร้าน ตามวิธีที่ 2 และวิธีที่ 5

วิธีที่ 2: ใช้ LINE Official Account รักษาลูกค้าประจำ

ตามข้อมูลจาก LINE for Business Thailand บัญชีทางการ (LINE Official Account หรือ LINE OA) ช่วยให้ร้านเข้าถึงผู้ใช้ LINE ในไทยได้ถึง 56 ล้านบัญชี คิดเป็นราว 78% ของประชากรไทย ตามข้อมูลจาก DataReportal แปลว่าลูกค้าเกือบทุกคนของคุณมี LINE อยู่แล้ว LINE OA จึงเป็นช่องทางติดตามลูกค้าหลังใช้บริการที่ตรงที่สุด

ราคา LINE OA ปีล่าสุด

ตามข้อมูลจากหน้า LINE Official Account ของ LINE for Business แพ็กเกจรายเดือนปัจจุบันเป็นดังนี้

แพ็กเกจ ราคา (บาท/เดือน) โควตาบรอดแคสต์ฟรี ค่าข้อความส่วนเกิน
ฟรี 0 300 ข้อความ/เดือน ซื้อเพิ่มไม่ได้
เบสิก 1,280 15,000 ข้อความ/เดือน 0.10 บาท ต่อข้อความ
โปร 1,780 35,000 ข้อความ/เดือน 0.06 บาท ต่อข้อความ

ราคาทั้งหมดยังไม่รวม VAT 7% โครงสร้างราคานี้มีผลตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2567 ตามประกาศปรับเปลี่ยนแพ็กเกจรายเดือนของ LINE for Business โดยแพ็กเกจโปรรวมเครื่องมือ MyCustomer สำหรับจัดกลุ่มลูกค้า (มูลค่า 369 บาท/เดือน) ไว้โดยไม่คิดเพิ่ม ร้านขนาดเล็กเริ่มจากแพ็กเกจฟรีได้เลย แล้วค่อยขยับเมื่อรายชื่อลูกค้าโตขึ้น

สูตรข้อความติดตามลูกค้า 3 จังหวะ

หัวใจของการรักษาลูกค้าประจำคือการติดตามสม่ำเสมอโดยไม่รบกวนเกินไป ใช้โครง 3 จังหวะ

  1. วันที่ใช้บริการ: ส่งข้อความขอบคุณช่วงค่ำวันเดียวกัน พร้อมช่องทางติดต่อหากมีปัญหาเรื่องทรงผมหรือสีผม
  2. 2-3 สัปดาห์หลังใช้บริการ: แนะนำการดูแลตัวเอง เช่น เคล็ดลับดูแลสีผมให้อยู่ทน เป็นการทักโดยไม่ขายของ
  3. 45-60 วันหลังใช้บริการ: ชวนจองรอบถัดไปตามรอบบริการจริง เช่น "ใกล้ครบรอบทำสีแล้ว เดือนนี้สะดวกช่วงไหน จองคิวล่วงหน้าได้เลย"

ตัวอย่างข้อความขอบคุณที่ใช้ได้ทันที: "ขอบคุณที่มาใช้บริการวันนี้ หากมีอะไรให้ปรับแก้หรือสงสัยเรื่องการดูแลผม ทักมาได้ตลอดเลย" ข้อความสั้นและจริงใจ ไม่ต้องมีส่วนลดก็สร้างความรู้สึกถูกดูแลได้

วิธีที่ 3: ปักหมุดร้านบน Google Business Profile ให้คนแถวร้านหาเจอ

เมื่อลูกค้าค้นหา "ร้านทำผมใกล้ฉัน" หรือ "ทำเล็บ + ชื่อย่าน" ผลลัพธ์แรกๆ คือแผนที่และรายชื่อร้านจาก Google Business Profile ซึ่งใช้งานฟรี นี่คือช่องทางหาลูกค้าใหม่ที่ต้นทุนต่ำที่สุด และควรเริ่มทำก่อนวิธีอื่นทั้งหมด

เช็กลิสต์ตั้งค่า 7 ข้อ

ไล่เช็กทีละข้อ ร้านจำนวนมากทำครบไม่ถึงครึ่ง

  1. ข้อมูลพื้นฐานครบ: ชื่อร้าน ที่อยู่ เบอร์โทร เวลาเปิด-ปิด ตรงกับความจริงทุกช่อง
  2. เลือกหมวดหมู่ให้ตรง: เช่น ร้านทำผม ร้านทำเล็บ หรือสปา อย่าปล่อยเป็นหมวดกว้าง
  3. ลงรูปอย่างน้อย 10 รูป: หน้าร้าน บรรยากาศในร้าน ผลงานจริง และทีมช่าง
  4. ตอบรีวิวทุกรายการ: ทั้งคำชมและคำติ การตอบอย่างสุภาพคือหน้าตาของร้านในสายตาลูกค้าใหม่
  5. โพสต์อัปเดตสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง: โปรโมชั่นประจำเดือน ทรงผมแนะนำ หรือวันหยุดพิเศษ
  6. เตรียมคำถามที่พบบ่อย: วิธีจองคิว มีที่จอดรถไหม รับเดินเข้าร้านโดยไม่จองหรือไม่
  7. ใส่ลิงก์จองคิว: ให้ลูกค้ากดจองได้ทันทีจากหน้าโปรไฟล์ ไม่ต้องโทร

ขอรีวิวอย่างเป็นธรรมชาติ

จำนวนและคะแนนรีวิวมีผลต่อการตัดสินใจของลูกค้าใหม่โดยตรง วิธีที่ได้ผลคือพิมพ์ QR Code ลิงก์รีวิวติดไว้ที่เคาน์เตอร์คิดเงิน แล้วให้ช่างพูดสั้นๆ ตอนลูกค้าพอใจผลลัพธ์ว่า "ถ้าชอบทรงนี้ ฝากรีวิวให้ร้านหน่อยได้ไหม" ทำสม่ำเสมอ รีวิวจะค่อยๆ สะสมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

วิธีที่ 4: โชว์ผลงานผ่าน Instagram และ TikTok

งานของร้านเสริมสวยมองเห็นได้ด้วยตา รูปก่อน-หลังหนึ่งชุดพูดแทนคำโฆษณาได้ทั้งหมด และตลาดผู้ชมในไทยใหญ่มาก ตามข้อมูลจาก DataReportal, Digital 2026: Thailand ผู้ใช้ TikTok อายุ 18 ปีขึ้นไปในไทยมีราว 56.6 ล้านคน ส่วน Instagram มีผู้ใช้ 20.6 ล้านคน เติบโต 13.9% ในหนึ่งปี เร็วที่สุดในบรรดาแพลตฟอร์มหลักของไทย

คอนเทนต์ที่พาไปสู่การจอง

3 จุดพลาดที่ทำให้ยอดจองไม่มา

  1. ติดแฮชแท็กแบบช่าง ไม่ใช่แบบลูกค้า: แฮชแท็กสายอาชีพเข้าถึงเพื่อนร่วมวงการ ไม่ใช่คนที่จะมาจอง ให้ใช้ชื่อย่านและบริการแทน เช่น #ทำผมอารีย์ #ทำเล็บลาดพร้าว
  2. ไม่มีลิงก์จองในโปรไฟล์: ลูกค้าเห็นผลงานแล้วอยากจองแต่หาวิธีไม่เจอ ใส่ลิงก์จองคิวหรือลิงก์เพิ่มเพื่อน LINE ไว้บรรทัดแรกของโปรไฟล์เสมอ
  3. ลงคอนเทนต์ไม่สม่ำเสมอ: โพสต์ถี่หนึ่งเดือนแล้วหายสามเดือน ผู้ติดตามจะเงียบตาม ลงน้อยแต่สม่ำเสมอได้ผลกว่า

วิธีที่ 5: สร้างช่องทางจองของร้านเอง

สี่วิธีแรกเน้นพาลูกค้ามาถึงร้าน วิธีสุดท้ายคือการเก็บลูกค้าเหล่านั้นไว้ให้อยู่กับร้านในระยะยาว ด้วยช่องทางจองที่ร้านเป็นเจ้าของเอง

ทำไมร้านต้องมีช่องทางจองของตัวเอง

การจองตรงกับร้านไม่มีค่าคอมมิชชั่นต่อการจอง และข้อมูลลูกค้าทั้งหมดอยู่กับร้าน ทั้งประวัติบริการ สีผมที่เคยทำ และรอบการกลับมา ซึ่งเป็นวัตถุดิบของการติดตามลูกค้าในวิธีที่ 2 ยิ่งสัดส่วนการจองตรงสูง ต้นทุนต่อการจองเฉลี่ยยิ่งต่ำ

5 ขั้นตอนพาลูกค้ามาจองตรง

  1. เปิดหน้าจองออนไลน์ของร้าน ให้ลูกค้าเลือกบริการ ช่าง และเวลาได้เอง
  2. ใส่ลิงก์จองไว้ทุกที่ที่ลูกค้าเจอร้าน ทั้งเมนู LINE, โปรไฟล์ Instagram และ Google Business Profile
  3. ตอนคิดเงิน ชวนลูกค้าครั้งแรกเพิ่มเพื่อน LINE พร้อมบอกว่า "รอบหน้าจองผ่าน LINE ได้เลย"
  4. ให้สิทธิพิเศษเล็กๆ สำหรับการจองตรง เช่น เลือกช่างประจำตัวได้ก่อน
  5. เช็กทุกเดือนว่าการจองมาจากช่องทางไหนบ้าง แล้วดูว่าสัดส่วนการจองตรงเพิ่มขึ้นหรือไม่

การย้ายลูกค้าประจำมาจองตรงไม่ได้เกิดในหนึ่งเดือน แต่ร้านที่ทำต่อเนื่อง 6-12 เดือนจะเห็นสัดส่วนเปลี่ยนชัดเจน โดยยังใช้แพลตฟอร์มหาลูกค้าใหม่ควบคู่ไปตามเดิม

แผนลงมือทำ: เรียงลำดับ 5 วิธีให้เหมาะกับร้านคุณ

ทำทั้ง 5 วิธีพร้อมกันตั้งแต่วันแรกไม่มีทางไหว ลำดับที่แนะนำเรียงตามความเร็วของผลลัพธ์และต้นทุน

ช่วงเวลา สิ่งที่ทำ เหตุผล
เริ่มได้วันนี้ ตั้งค่า Google Business Profile ให้ครบ 7 ข้อ (วิธีที่ 3) ฟรี ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง และเห็นผลเร็วที่สุด
ภายใน 1 เดือน เปิด LINE OA และวางข้อความติดตาม 3 จังหวะ (วิธีที่ 2) เป็นฐานของการรักษาลูกค้าประจำทั้งหมด
เดือนที่ 1-3 วางบทบาทแพลตฟอร์มจองคิว และเปิดช่องทางจองของร้านเอง (วิธีที่ 1 และ 5) ลดต้นทุนต่อการจองในระยะยาว
เดือนที่ 3 ขึ้นไป ทำคอนเทนต์ Instagram / TikTok ต่อเนื่อง (วิธีที่ 4) ผลสะสมระยะกลางถึงยาว ต้องอาศัยความสม่ำเสมอ

ตัวเลข 3 ตัวที่ควรดูทุกเดือน

  1. จำนวนลูกค้าใหม่ต่อเดือน แยกตามช่องทาง: เพื่อรู้ว่าช่องทางไหนคุ้มที่จะลงแรงต่อ
  2. สัดส่วนลูกค้าใหม่ที่กลับมาครั้งที่สอง: ตัววัดตรงที่สุดว่าระบบติดตามลูกค้าทำงานหรือไม่
  3. สัดส่วนการจองผ่านช่องทางของร้านเอง: ยิ่งสูง ต้นทุนต่อการจองเฉลี่ยยิ่งต่ำ

ถ้าไม่เห็นตัวเลขสามตัวนี้ คุณจะไม่รู้ว่าวิธีไหนได้ผล และงบที่เพิ่มลงไปจะกลายเป็นการเดา

สรุป

การหาลูกค้าร้านเสริมสวยที่ได้ผลคือการทำสองเสาหลักพร้อมกัน หาลูกค้าใหม่ด้วยช่องทางที่คนค้นหาแล้วเจอร้าน และรักษาลูกค้าประจำด้วยระบบติดตามสม่ำเสมอ

เริ่มจากสิ่งที่ฟรีและเร็วที่สุด วันนี้ลองเปิดโปรไฟล์ร้านบน Google แล้วเช็กว่าครบ 7 ข้อหรือยัง

เมื่อร้านมีหลายช่องทางพร้อมกัน ทั้งการจองจากแพลตฟอร์ม LINE และหน้าร้าน งานถัดมาคือการรวมการจองจากทุกช่องทางมาดูที่เดียว ระบบจัดการร้านเสริมสวยอย่าง SalonX เป็นหนึ่งในตัวเลือกสำหรับขั้นนี้ ซึ่งรวมการจองออนไลน์ผ่านหน้าเว็บของร้านเอง การแจ้งเตือนนัดผ่าน LINE OA ของร้าน และประวัติลูกค้ากับรายงานยอดขายไว้ในระบบเดียว ดูรายละเอียดสำหรับร้านทำผมได้

อยากเห็นว่าระบบเดียวจัดการทั้งร้านได้ยังไง

SalonX รวมการจอง หน้าร้าน ประวัติลูกค้า และค่ามือของช่างไว้ในระบบเดียว ดูการทำงานจริงกับทีมงานได้ฟรี

นัดดูเดโมฟรี

ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ผูกมัด ทีมงานติดต่อกลับเพื่อนัดเวลาที่คุณสะดวก

คำถามที่พบบ่อย

1โปรโมทร้านทำผมช่องทางไหนได้ผลเร็วที่สุด?

ช่องทางที่เห็นผลเร็วที่สุดโดยไม่มีค่าใช้จ่ายคือ Google Business Profile เพราะลูกค้าใหม่ส่วนใหญ่ค้นหา "ร้านทำผมใกล้ฉัน" ก่อนตัดสินใจ ตั้งค่าข้อมูลร้านให้ครบ ลงรูปผลงานอย่างน้อย 10 รูป และตอบรีวิวทุกรายการ จากนั้นจึงเปิด LINE Official Account เพื่อดูแลลูกค้าที่มาแล้วให้กลับมาซ้ำ

2LINE Official Account สำหรับร้านเสริมสวยราคาเท่าไหร่?

ตามข้อมูลจาก LINE for Business Thailand แพ็กเกจฟรีส่งบรอดแคสต์ได้ 300 ข้อความต่อเดือนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แพ็กเกจเบสิกราคา 1,280 บาท ต่อเดือน ได้ 15,000 ข้อความ และแพ็กเกจโปรราคา 1,780 บาท ต่อเดือน ได้ 35,000 ข้อความ ราคายังไม่รวม VAT 7% ร้านขนาดเล็กที่มีลูกค้าประจำไม่กี่ร้อยคนเริ่มจากแพ็กเกจฟรีได้เลย

3ทำอย่างไรให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำ?

วางระบบติดตาม 3 จังหวะผ่าน LINE คือส่งข้อความขอบคุณในวันที่ใช้บริการ แนะนำการดูแลตัวเองช่วง 2-3 สัปดาห์ และชวนจองรอบถัดไปช่วง 45-60 วันตามรอบบริการจริง ควบคู่กับการจดประวัติลูกค้า เช่น สีผมที่ทำและช่างที่ชอบ เพื่อให้การทักแต่ละครั้งตรงกับความต้องการจริง

4ร้านเสริมสวยควรลงแพลตฟอร์มจองคิวอย่าง GoWabi หรือไม่?

ควรพิจารณาใช้เป็นช่องทางหาลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะร้านที่เพิ่งเปิด เพราะแพลตฟอร์มมีผู้ใช้ที่ตั้งใจหาบริการอยู่แล้ว และโมเดลของ GoWabi ไม่มีค่าแรกเข้าหรือค่ารายเดือน จ่ายเป็นค่าคอมมิชชั่นเมื่อมีการจองเท่านั้น สิ่งสำคัญคือชวนลูกค้าที่มาครั้งแรกเข้า LINE ของร้าน เพื่อให้ครั้งต่อไปเป็นการจองตรงที่ไม่มีค่าคอมมิชชั่น