การจัดการร้าน

ร้านเ⁠ส⁠ริ⁠ม⁠ส⁠ว⁠ยหลายสาขา ดูยอดขายแต่ละสาขายังไง ไม่ต้องไปที่ร้าน

ปกบทความ ร้านเสริมสวยหลายสาขา เช็กยอดยังไง พร้อมภาพเจ้าของร้านเสริมสวยกำลังดูยอดขายจากโทรศัพท์มือถือในร้าน
ร้านเสริมสวยที่มี 2 ถึง 3 สาขาเช็กยอดขายแต่ละสาขาได้โดยไม่ต้องไปที่ร้าน ถ้ามีรอบเช็กที่ชัดเจน คือเช็กยอดขายรวม จำนวนการจอง และลูกค้า walk-in ทุกวัน เช็กยอดขายแยกตามช่างและสต๊อกสินค้าทุกสัปดาห์ และใช้เมนูกับราคากลางชุดเดียวกันทุกสาขา

สิ่งที่คุณจะได้จากบทความนี้

  • รายการที่ควรเช็กทุกวันในแต่ละสาขา
  • รายการที่ควรเช็กทุกสัปดาห์ ซึ่งละเอียดกว่ารอบรายวัน
  • วิธีทำให้เมนูและราคาตรงกันทุกสาขา
  • วิธีคุมเงินสดหน้าร้านไม่ให้ขาดหาย
  • รอบเช็กยอดที่รวมทุกข้อไว้ในตารางเดียว จนไม่ต้องขับรถไปเฝ้าที่ร้าน

ทำไมเจ้าของร้านหลายสาขายังต้องขับรถไปเช็กเอง

เจ้าของร้านสาขาเดียวแค่เดินดูรอบร้านก็รู้ว่าวันนี้เป็นยังไง แต่พอมี 2 หรือ 3 สาขา การเดินดูแบบนั้นทำไม่ได้อีกแล้ว ทางเลือกที่เหลือคือขับรถไปแต่ละสาขา โทรถามผู้จัดการ หรือรอข้อความในกลุ่ม LINE

เจ้าของร้านทำผมหลายสาขาคนหนึ่งเล่าว่า แต่ละสาขามีขนาดและรูปแบบไม่เหมือนกันเลย สาขาหนึ่งมีช่าง 10 คนกับผู้ช่วยอีก 10 คน ขณะที่อีกสาขาเป็นตึก 3 ชั้นซึ่งใช้สายตาดูอย่างเดียวไม่ทั่วถึง ต้องพึ่งกล้องวงจรปิดช่วยดูอีกทาง เมื่อแต่ละสาขาต่างกันตั้งแต่ขนาดไปจนถึงจำนวนชั้น การใช้กติกาเดียวกันเป๊ะ ๆ ทุกสาขาจึงทำไม่ได้ตั้งแต่ต้น สิ่งที่ทำให้เหมือนกันได้จริงคือความถี่ในการเช็ก ไม่ใช่วิธีจัดการหน้างาน

เจ้าของร้านคนเดิมเล่าว่า ที่ร้านของเขาการสรุปยอดขายยังทำแบบแยกสาขา ผู้จัดการแต่ละสาขาลงตัวเลขใน Excel ของตัวเอง ความถี่ก็ไม่เท่ากัน บางสาขาสรุปได้ทุกวัน บางสาขาทำได้แค่รายสัปดาห์หรือรายเดือน ขึ้นอยู่กับว่าทีมของสาขานั้นจัดการทันแค่ไหน ข้อมูลของแต่ละสาขาจึงมาไม่พร้อมกัน และเจ้าของร้านก็ต้องขับรถไปดูเองหรือโทรถามเป็นระยะ แทนที่จะมีตัวเลขครบทุกสาขารอให้ดูอยู่แล้ว

แม้แต่เรื่องเล็กอย่างใบเสร็จก็ยังต่างกันไปในแต่ละสาขา ใบเสร็จของสาขาที่อยู่ในห้างต้องใช้กับเรื่องที่จอดรถด้วย ส่วนสาขาที่ไม่ได้อยู่ในห้างก็ไม่มีเรื่องนี้เลย พอรายละเอียดปลีกย่อยแบบนี้สะสมกันมากเข้า แต่ละสาขาก็เริ่มเป็นเหมือนร้านของตัวเอง มากกว่าจะเป็นสาขาของร้านเดียวกัน

ทุกวันควรเช็กอะไรบ้างในแต่ละสาขา

เจ้าของร้านยกโทรศัพท์มือถือแนบหูฟังรายงานยอดขายจากสาขา เล็บทาสีแดงเรียบร้อยแบบช่างทำเล็บ
ภาพ: cottonbro studio / Pexels

เช็กทุกวันไม่ต้องเยอะ แค่ 4 เรื่องที่บอกได้ว่าสาขานั้นปกติหรือไม่ปกติ

  1. ยอดขายรวมของวันนั้น เทียบกับค่าเฉลี่ยของวันเดียวกันในสัปดาห์ก่อน ๆ ถ้าต่ำกว่าปกติมากควรรู้ตั้งแต่เย็นวันนั้น ไม่ใช่ปลายเดือน
  2. จำนวนการจอง ของวันนั้น ทั้งที่จองไว้และที่ลูกค้ายืนยันนัดแล้ว เทียบกับจำนวนช่างที่เข้างานในสาขานั้น
  3. ลูกค้า walk-in ที่มาโดยไม่ได้จองล่วงหน้า บันทึกแยกจากลูกค้าที่จองไว้ จะได้เห็นว่าสาขาไหนพึ่งลูกค้าที่เดินเข้ามาเองมากกว่ากัน
  4. สิ่งที่ผิดไปจากวันปกติ เช่น ช่างลาป่วยพร้อมกันหลายคน สินค้าที่ขายประจำหมดกะทันหัน หรือยอดขายเป็นศูนย์ในบางช่วงเวลาที่ปกติควรมีลูกค้า

สี่ข้อนี้ใช้เวลาราว 5-10 นาทีต่อสาขาถ้าตัวเลขพร้อมอยู่แล้ว ปัญหาจริงไม่ได้อยู่ที่การเช็ก แต่อยู่ที่แต่ละสาขายังส่งตัวเลขมาไม่พร้อมกัน อย่างที่เล่าไปข้างต้น

ทุกสัปดาห์ควรเช็กอะไรบ้าง

บางเรื่องไม่จำเป็นต้องเช็กทุกวัน และบางร้านก็ทำไม่ได้จริงด้วยซ้ำ อย่างที่เจ้าของร้านคนเดิมเล่าไว้ว่าในบางสาขา แม้แต่ตัวช่างเองก็ไม่ได้รับรายงานยอดรายวันอยู่แล้ว รายละเอียดระดับนี้จึงเหมาะกับรอบสัปดาห์มากกว่ารอบวัน

แต่ละสาขาควรเช็กอะไร ทุกวันและทุกสัปดาห์

ทุกวัน
  • ยอดขายรวม
  • จำนวนการจอง
  • ลูกค้า walk-in
  • สิ่งที่ผิดไปจากวันปกติ
ทุกสัปดาห์
  • ยอดขายแยกตามช่าง
  • สต๊อกสินค้าขายปลีก
  • เทียบยอดกับสัปดาห์ก่อน
สรุปจากแนวทางในบทความ

รอบสัปดาห์ควรดู 3 เรื่องนี้ในแต่ละสาขา

เรื่องเหล่านี้ไม่ต้องเปิดดูทุกวัน กำหนดวันเช็กประจำไว้สัปดาห์ละหนึ่งวัน เช่น เช้าวันจันทร์ก่อนเริ่มงาน จะทำได้ต่อเนื่องกว่าการพยายามเช็กทุกวันแล้วเลิกไปเองหลังผ่านไปสองสัปดาห์

แบนเนอร์ SalonX สำหรับร้านเสริมสวยและร้านทำผม แสดงช่างทำผมถือแท็บเล็ตแดชบอร์ด พร้อมข้อความ ฟีเจอร์ที่ร้านทำผมต้องมี รวมไว้ในที่เดียว

ทำเมนูและราคาให้เหมือนกันทุกสาขา

ขวดผลิตภัณฑ์ทรงเดียวกันสีเทาวางเรียงเป็นแถวบนชั้นไม้ข้างกระถางต้นไม้ในห้องที่มีแสงสว่าง
ภาพ: Sarah Chai / Pexels

ราคาที่ไม่ตรงกันระหว่างสาขาเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเงียบ ๆ เมื่อแต่ละสาขามีคนดูแลหน้างานของตัวเอง ผู้จัดการสาขาหนึ่งอาจปรับราคาขึ้นเพราะทำเลแพงกว่า อีกสาขาอาจใจดีลดให้ลูกค้าประจำโดยไม่แจ้งเจ้าของร้าน พอลูกค้าคนเดียวกันไปใช้บริการคนละสาขาแล้วเจอราคาไม่ตรงกัน ร้านเสียความน่าเชื่อถือทันที ไม่ว่าจะเป็นร้านทำผมหรือร้านทำเล็บก็เจอปัญหานี้เหมือนกัน

วิธีที่ทำได้โดยไม่ต้องพึ่งระบบซับซ้อนมี 3 ข้อ

  1. ทำเมนูและราคากลางไว้ชุดเดียว ให้ทุกสาขาใช้ต้นแบบเดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างพิมพ์เอง
  2. แจ้งทุกสาขาให้ชัดว่าใครมีสิทธิ์ปรับราคาได้บ้าง และปรับได้ในกรณีไหน เช่น โปรโมชั่นตามช่วงเวลาที่เจ้าของร้านอนุมัติเท่านั้น
  3. สุ่มเช็กราคาที่ติดหน้าร้านหรือในเมนูที่ส่งทาง LINE ของแต่ละสาขาเดือนละครั้ง เทียบกับต้นแบบ

ข้อ 3 คือข้อที่ร้านมักลืม เมนูกลางถูกต้องตอนทำครั้งแรก แต่พอผ่านไปหลายเดือนก็ไม่มีใครย้อนไปเช็กว่าแต่ละสาขายังใช้เมนูชุดเดิมอยู่หรือเปล่า

คุมเงินสดหน้าร้านแต่ละสาขายังไง

เงินสดเป็นจุดที่หายได้ง่ายที่สุดเมื่อร้านมีมากกว่าหนึ่งสาขาและเจ้าของร้านไม่ได้อยู่ประจำ หลักที่ใช้ได้กับทุกสาขาคือ

ร้านที่รับทั้งเงินสด เงินโอน และ QR ควรใช้หลักเดียวกันกับยอดโอนและยอด QR ด้วย คือเทียบยอดที่เข้าบัญชีจริงกับยอดที่บันทึกไว้ทุกวัน เพราะช่องทางไหนก็คลาดเคลื่อนได้ถ้าไม่มีใครเช็ก

จัดตารางเวลาเช็กยอดโดยไม่ต้องขับรถไปร้าน

เมื่อรวมทุกเรื่องข้างต้นเข้าด้วยกัน ตารางเช็กยอดของเจ้าของร้านหลายสาขาจะหน้าตาประมาณนี้

ช่วงเวลา สิ่งที่ทำ ใช้เวลา
ทุกวัน ช่วงเย็น เช็กยอดขายรวม จำนวนการจอง ลูกค้า walk-in และความผิดปกติของแต่ละสาขา 5-10 นาทีต่อสาขา
เช้าวันจันทร์ เช็กยอดขายแยกตามช่าง สต๊อกสินค้าขายปลีก และเทียบยอดแต่ละสาขากับสัปดาห์ก่อน 20-30 นาทีรวมทุกสาขา
เดือนละครั้ง สุ่มเช็กราคาและเมนูของแต่ละสาขาเทียบกับต้นแบบ 15 นาทีต่อสาขา
ทุกวัน ตอนปิดร้าน เทียบเงินสด ยอดโอน และยอด QR กับยอดขายที่บันทึกไว้ 5 นาทีต่อสาขา

ทั้งหมดนี้ทำได้โดยไม่ต้องขับรถไปสาขาไหนเลย ขอแค่ทุกสาขาส่งตัวเลขเข้ามาทางช่องทางเดียวกัน ในเวลาเดียวกันทุกวัน โจทย์จริงจึงไม่ใช่การหาเวลาไปนั่งเฝ้าร้าน แต่อยู่ที่ทำยังไงให้ตัวเลขจากทุกสาขามาถึงมือคุณโดยไม่ต้องคอยตามขอ

ข้อควรระวังที่มักถูกมองข้าม

ตัวช่วยดูยอดขายหลายสาขาจากที่เดียว

ทุกอย่างในตารางข้างต้นทำเองได้ทั้งหมด แต่ถ้าร้านของคุณมี 2 ถึง 3 สาขาแล้วอยากลดขั้นตอนรวมตัวเลขเอง ระบบจัดการร้านสำหรับร้านเสริมสวยอย่าง SalonX เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ช่วยเรื่องนี้โดยเฉพาะ

สำหรับร้านที่มี 2 ถึง 3 สาขา ใน SalonX คุณดูยอดขายจากหลายสาขาได้จากที่เดียว โดยไม่ต้องรอรับรายงานจากผู้จัดการแต่ละสาขาแยกกัน ทั้งยอดขายรวมและยอดขายแยกตามช่างของทุกสาขา เปิดดูจากมือถือเมื่อไหร่ก็ได้ ตรงกับสิ่งที่ต้องเช็กทุกวันและทุกสัปดาห์ในตารางข้างต้น

สต๊อกสินค้าขายปลีกก็ติดตามแยกตามสาขาได้เช่นกัน เห็นว่าสาขาไหนของใกล้หมดก่อนโดยไม่ต้องโทรถามทีละสาขา

ระบบแบบนี้ช่วยให้ดูยอดขายและสต๊อกของแต่ละสาขาได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องรอรายงาน แต่การเช็กตามตารางนี้ ทั้งทุกวัน ทุกสัปดาห์ และการสุ่มเช็กเมนูกับราคา ก็ยังจำเป็นอยู่ดี เพราะเป็นวินัยของเจ้าของร้าน ไม่ใช่สิ่งที่ระบบไหนทำแทนให้ได้ทั้งหมด

สรุป

เจ้าของร้านที่มี 2 ถึง 3 สาขาไม่จำเป็นต้องไปอยู่ทุกสาขาพร้อมกัน ถ้าวางรอบเช็กยอดขายและมาตรฐานที่ทุกสาขาใช้ร่วมกันไว้ตั้งแต่ต้น

แบนเนอร์ SalonX สำหรับร้านทำเล็บและร้านต่อขนตา แสดงช่างทำเล็บถือแท็บเล็ต พร้อมข้อความ ร้านเสริมความงาม บริหารได้ในที่เดียว

คำถามที่พบบ่อย

1ร้านเสริมสวยหลายสาขาควรดูยอดขายบ่อยแค่ไหน?

ตัวเลขพื้นฐานอย่างยอดขายรวม จำนวนการจอง และลูกค้า walk-in ควรเช็กทุกวันเพื่อจับความผิดปกติได้ทันที ส่วนรายละเอียดที่ลึกกว่านั้นอย่างยอดขายแยกตามช่างและสต๊อกสินค้าของแต่ละสาขา เช็กสัปดาห์ละครั้งก็พอ โดยกำหนดวันเช็กประจำไว้ เช่น เช้าวันจันทร์ จะทำได้ต่อเนื่องกว่าการพยายามเช็กทุกอย่างทุกวัน

2ดูยอดขายแต่ละสาขาจากมือถือโดยไม่ต้องไปที่ร้านได้ไหม?

ได้ ถ้าแต่ละสาขาส่งตัวเลขเข้ามาในรูปแบบและเวลาเดียวกันทุกวัน อุปสรรคจริงไม่ใช่มือถือ แต่อยู่ที่แต่ละสาขายังสรุปยอดกันเอง คนละไฟล์ คนละรอบ ให้ทุกสาขาใช้รอบสรุปยอดและมาตรฐานเดียวกันก่อน แล้วคุณจะเช็กจากมือถือหรือจากที่ไหนก็ได้

3เปิดสาขาที่สองต้องแจ้งกรมสรรพากรไหม?

ถ้าร้านของคุณจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วและเปิดสถานประกอบการเพิ่มเติม ต้องยื่นแบบ ภ.พ.09 ก่อนวันเปิดสาขาใหม่ไม่น้อยกว่า 15 วัน ตามข้อมูลจากกรมสรรพากร นั่นหมายความว่าสรรพากรมองแต่ละสาขาเป็นสถานประกอบการของตัวเองอยู่แล้ว ซึ่งเป็นอีกเหตุผลที่ควรเช็กยอดแยกรายสาขา ไม่ใช่ดูแค่ภาพรวมทั้งร้าน

4ทำไมราคาบริการแต่ละสาขาถึงไม่ควรต่างกัน?

เพราะลูกค้าที่ใช้บริการมากกว่าหนึ่งสาขามักเทียบราคากันเอง ถ้าสาขาหนึ่งคิดราคาถูกกว่าอีกสาขาโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน ร้านจะเสียความน่าเชื่อถือ และผู้จัดการแต่ละสาขาที่ปรับราคาเองโดยไม่แจ้งเจ้าของร้านจะทำให้ราคาที่ลูกค้าจ่ายจริงไม่ตรงกับที่ร้านวางไว้ ทางแก้คือทำเมนูราคากลางไว้ชุดเดียวและสุ่มเช็กเป็นระยะ