ไม่ว่าคุณกำลังวางแผนเปิดร้านตัดผมชายในซอยหมู่บ้าน ร้านทำสีผมใกล้สถานีรถไฟฟ้า หรือร้านครบวงจรในห้างชุมชน การเปิดร้านทำผมในกรุงเทพฯ มี 5 ขั้นตอนหลักเหมือนกัน คือ วางคอนเซ็ปต์และแผนธุรกิจ เตรียมงบประมาณ เลือกทำเล ขอใบอนุญาตและจดทะเบียน และเตรียมความพร้อมก่อนวันเปิดร้าน งบลงทุนเริ่มต้นของร้านขนาดเล็กอยู่ที่อย่างน้อยราว 100,000-200,000 บาท และขยับถึงหลักล้านสำหรับร้านขนาดใหญ่หรือแฟรนไชส์ ส่วนใบอนุญาตที่ทุกร้านต้องมีคือใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพจากสำนักงานเขต บทความนี้สรุปทุกขั้นตอนพร้อมตัวเลขจริงและลิงก์หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สิ่งที่คุณจะได้จากบทความนี้
- ภาพรวม 5 ขั้นตอนการเปิดร้านทำผมในกรุงเทพฯ พร้อมระยะเวลาที่ควรเผื่อ
- งบลงทุนเริ่มต้นและราคาอุปกรณ์หลัก ตั้งแต่ราว 100,000 บาทสำหรับร้านขนาดเล็ก จนถึงหลักล้านสำหรับเส้นทางแฟรนไชส์
- ใบอนุญาตและการจดทะเบียนที่ต้องทำจริง พร้อมค่าธรรมเนียมและลิงก์หน่วยงานราชการ
- คำตอบข้อสงสัยยอดฮิต: ช่างทำผมต้องมีใบอนุญาตวิชาชีพไหม และร้านทำผมต่างจากสปาอย่างไรในสายตากฎหมาย
- วิธีเตรียมช่องทางรับจองและการหาลูกค้าก่อนวันเปิดร้าน
ภาพรวม: เปิดร้านทำผมใน 5 ขั้นตอน
ธุรกิจร้านทำผมยังเติบโตต่อเนื่อง ข้อมูลการจดทะเบียนนิติบุคคลที่รวบรวมจากระบบสืบค้น DBD DataWarehouse ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (สืบค้นเมื่อ ส.ค. 2569) ชี้ว่าธุรกิจกลุ่มร้านเสริมสวยและร้านทำผมจดทะเบียนใหม่เพิ่มจาก 394 รายในปี 2567 เป็น 428 รายในปี 2568 และแนวโน้มช่วงต้นปี 2569 ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตลาดยังมีที่ว่างให้ร้านใหม่ แต่คู่แข่งก็เพิ่มขึ้นทุกเดือนเช่นกัน
ลำดับการเตรียมตัวที่แนะนำมี 5 ขั้นตอน
- วางคอนเซ็ปต์และแผนธุรกิจ
- วางงบประมาณและเตรียมเงินลงทุน
- เลือกทำเลและเช่าพื้นที่
- ขอใบอนุญาตและจดทะเบียนให้ครบ
- เตรียมช่องทางรับจองและเปิดร้าน
ขั้นตอนเอกสารควรเดินเรื่องควบคู่กับการตกแต่งร้าน เพราะตามคู่มือสำหรับประชาชนของหน่วยงานท้องถิ่น การพิจารณาใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพใช้เวลาได้ถึง 30 วัน โดยรวมตั้งแต่วางแผนจนถึงวันเปิดร้าน ควรเผื่อเวลาอย่างน้อย 3-4 เดือน
ขั้นตอนที่ 1: วางคอนเซ็ปต์และแผนธุรกิจ
ร้านทำผมในกรุงเทพฯ มีหลายแบบ ตั้งแต่ร้านตัดผมชายในซอยหมู่บ้าน ร้านทำสีผมใกล้สถานีรถไฟฟ้า ไปจนถึงร้านครบวงจรในห้างชุมชน (community mall) คำถามแรกที่ต้องตอบให้ชัดคือ ร้านของคุณจะให้บริการใคร และต่างจากร้านข้างเคียงตรงไหน คำตอบนี้กำหนดทั้งขนาดพื้นที่ งบตกแต่ง ราคาค่าบริการ และจำนวนช่าง
ลูกค้าเป้าหมายกำหนดเมนูบริการและราคา
เขียนเมนูบริการหลักออกมาก่อน เช่น ตัด สระ ทำสี ดัด ทรีตเมนต์ แล้วกำหนดช่วงราคาให้สอดคล้องกับกำลังซื้อของย่าน จากนั้นประมาณจำนวนลูกค้าต่อวันที่ต้องได้เพื่อครอบคลุมค่าเช่า ค่าช่าง และค่าผลิตภัณฑ์ ตัวเลขชุดนี้คือแผนธุรกิจฉบับย่อที่จะใช้ตัดสินใจเรื่องทำเลและงบลงทุน
เริ่มคนเดียวหรือมีช่างร่วมทีม
เริ่มคนเดียวใช้เงินลงทุนต่ำสุดและคุมคุณภาพได้เต็มที่ แต่รายได้มีเพดานอยู่ที่จำนวนหัวที่ทำไหวต่อวัน การจ้างช่างขยายรายได้เร็วกว่า แลกกับต้นทุนคงที่และหน้าที่ตามกฎหมาย เช่น การขึ้นทะเบียนนายจ้างประกันสังคม (ดูขั้นตอนที่ 4) ธรรมเนียมในไทยนิยมจ่ายช่างเป็นเงินเดือนบวกค่ามือตามยอดบริการ ควรคิดโครงสร้างนี้ให้จบก่อนรับสมัคร เพราะเป็นเงื่อนไขแรกที่ช่างฝีมือดีถามถึง
ขั้นตอนที่ 2: วางงบประมาณและเตรียมเงินลงทุน
คำถาม "เปิดร้านเสริมสวยใช้เงินเท่าไหร่" ไม่มีคำตอบเดียว เพราะขึ้นกับขนาดร้านและระดับการตกแต่ง ข้อมูลจากผู้จำหน่ายอุปกรณ์ร้านตัดผม HuaGruay Studio ในบทความ "10 ขั้นตอนการเปิดร้านตัดผม" ระบุว่างบเริ่มต้นของร้านขนาดเล็กอยู่ที่อย่างน้อยราว 100,000-200,000 บาท ส่วนเส้นทางแฟรนไชส์ร้านทำผมใช้เงินลงทุนราว 350,000-1,400,000 บาทแล้วแต่แบรนด์และขนาดพื้นที่ ตามข้อมูลจาก SME Thailand Online ในบทความ "เปิดแฟรนไชส์ร้านทำผม ต้องลงทุนเท่าไหร่" ใช้เป็นจุดตั้งต้นได้ แต่ควรขอใบเสนอราคาจริงหลายเจ้าก่อนตัดสินใจ
ราคาอุปกรณ์หลักตามข้อมูลจาก HuaGruay Studio แหล่งเดียวกันมีดังนี้
| อุปกรณ์หลัก | ช่วงราคาโดยประมาณ |
|---|---|
| เก้าอี้ตัดผม | เก้าอี้ช่างเริ่มราว 3,000 บาท/ตัว ส่วนเก้าอี้สำหรับลูกค้าราว 5,500-6,500 บาทขึ้นไป |
| เตียงสระผม | เริ่มราว 3,000 บาท/ตัว |
| กระจกบานใหญ่ | 1,000-2,000 บาท/บาน |
รายการค่าใช้จ่ายหลักที่ต้องกันงบ
เมื่อแตกงบรวมออกเป็นรายการ สำหรับร้านที่ตกแต่งพื้นที่ใหม่ทั้งหมด เงินก้อนใหญ่มักไม่ได้อยู่ที่อุปกรณ์ทำผมอย่างที่หลายคนคิด แต่อยู่ที่งานตกแต่งและระบบน้ำไฟ รายการที่ควรกันงบไว้ตั้งแต่แรกมีดังนี้
- มัดจำและค่าเช่าล่วงหน้าตามสัญญาเช่า
- งานตกแต่งร้านและระบบน้ำไฟ โดยเฉพาะการเดินระบบน้ำสำหรับเตียงสระ
- เฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์หลัก เช่น เก้าอี้ตัดผม เตียงสระ กระจก เครื่องใช้ไฟฟ้า
- อุปกรณ์ขนาดเล็กและผลิตภัณฑ์ เช่น กรรไกร หวี ผ้าคลุม แชมพู และเคมีทำสีหรือดัด
- ค่าจดทะเบียนและใบอนุญาต (ดูค่าธรรมเนียมจริงในขั้นตอนที่ 4)
- การตลาดช่วงเปิดร้าน
- ระบบ POS และจัดการร้าน
- เงินทุนหมุนเวียนสำรองอย่างน้อย 3 เดือน
เงินทุนหมุนเวียน จุดที่ร้านใหม่พลาดมากที่สุด
ร้านเปิดใหม่แทบทุกร้านใช้เวลาหลายเดือนกว่าลูกค้าประจำจะมากพอให้รายได้นิ่ง ถ้าทุ่มงบทั้งหมดไปกับการตกแต่ง ร้านจะเจอปัญหาสภาพคล่องก่อนที่ฝีมือจะได้พิสูจน์ตัวเอง กันเงินสำรองให้ครอบคลุมรายจ่ายคงที่อย่างน้อย 3 เดือนเสมอ
ขั้นตอนที่ 3: เลือกทำเลและเช่าพื้นที่
ทำเลของร้านทำผมไม่ได้วัดที่คนผ่านเยอะที่สุด แต่วัดที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายอยู่ตรงนั้นจริงไหม เพราะรายได้หลักของร้านทำผมมาจากลูกค้าประจำ ไม่ใช่ลูกค้าขาจร
ทำเลยอดนิยมของร้านทำผมในกรุงเทพฯ
- ใกล้สถานี BTS / MRT เหมาะกับร้านที่เจาะพนักงานออฟฟิศ ค่าเช่าสูงกว่าย่านอื่นชัดเจน ต้องมั่นใจว่าราคาค่าบริการรองรับต้นทุนได้
- ห้างชุมชน ได้ลูกค้าครอบครัวและคนในย่านที่มาใช้บริการอื่นอยู่แล้ว มีที่จอดรถ แลกกับค่าเช่าและค่าส่วนกลางที่ต้องอ่านสัญญาให้ละเอียด
- แหล่งชุมชนและหมู่บ้าน ค่าเช่าย่อมเยาที่สุด เหมาะกับร้านที่เน้นลูกค้าประจำระยะยาว แข่งกันที่ฝีมือมากกว่าการตกแต่ง
สิ่งที่ต้องเช็กก่อนเซ็นสัญญาเช่า
ธรรมเนียมทั่วไปคือวางมัดจำ 2-3 เดือนบวกค่าเช่าล่วงหน้าเดือนแรก เงินก้อนแรกก่อนเริ่มตกแต่งจึงขึ้นกับค่าเช่าของทำเลที่เลือกโดยตรง นอกจากตัวเลขแล้ว มี 3 เรื่องที่ควรตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนเซ็น
- สิทธิ์ต่อเติมและติดตั้ง ร้านต้องเดินระบบน้ำสำหรับเตียงสระและติดป้ายหน้าร้าน ยืนยันว่าทำได้ และใครรับผิดชอบการรื้อถอนเมื่อเลิกสัญญา
- หนังสือยินยอมจากเจ้าของสถานที่ เป็นเอกสารที่สำนักงานเขตเรียกตอนยื่นขอใบอนุญาตประกอบกิจการ (สำนักงานเขตลาดพร้าว) ขอให้เซ็นไว้ตั้งแต่วันทำสัญญาเช่า
- เงื่อนไขการขึ้นค่าเช่าและระยะสัญญา ร้านทำผมย้ายทำเลยากเพราะลูกค้าประจำผูกกับสถานที่ สัญญายาวที่ล็อกอัตราขึ้นค่าเช่าไว้ชัดเจนจึงมีค่าในระยะยาว
ขั้นตอนที่ 4: ขอใบอนุญาตและจดทะเบียนให้ครบ
นี่คือขั้นตอนที่ร้านใหม่สับสนมากที่สุด สรุปก่อนว่าร้านทำผมทั่วไปต้องมีเอกสารหลัก 1 ใบ คือใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ส่วนที่เหลือจำเป็นเมื่อเข้าเงื่อนไขเฉพาะ
ใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ (ใบหลักของร้านทำผม)
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พ.ศ. 2558 กิจการ "เสริมสวยหรือแต่งผม" อยู่ในบัญชีกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ข้อ 9(11) ภายใต้พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ร้านจึงต้องได้รับใบอนุญาตจากราชการส่วนท้องถิ่นก่อนเปิดให้บริการ
- ยื่นที่ไหน: ในกรุงเทพฯ ยื่นที่ฝ่ายสิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาล สำนักงานเขตที่ร้านตั้งอยู่ ต่างจังหวัดยื่นที่เทศบาลหรือ อบต.
- เอกสารหลัก: สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน เอกสารเกี่ยวกับอาคารที่ใช้เป็นร้าน และหนังสือยินยอมจากเจ้าของสถานที่กรณีเช่า
- ค่าธรรมเนียม: แต่ละท้องถิ่นกำหนดเองตามข้อบัญญัติ ร้านขนาดเล็กมักจ่ายหลักร้อยถึงหลักพันบาทต่อปี ตัวอย่างจริงคือเขตลาดพร้าวกำหนดช่วง 240-15,000 บาทต่อปีตามประเภทและขนาดกิจการ
- อายุใบอนุญาต: 1 ปี ต่ออายุทุกปี ตามข้อมูลจาก Greenpro KSP ในบทความ "ใบอนุญาตกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ 2569 ใครต้องขอบ้าง"
- ระยะเวลาพิจารณา: ไม่เกิน 30 วันตามคู่มือสำหรับประชาชน จึงควรยื่นระหว่างตกแต่งร้าน ไม่ใช่หลังร้านเสร็จ
จดทะเบียนพาณิชย์ จำเป็นเมื่อขายสินค้าในร้าน
ร้านที่ให้บริการอย่างเดียวไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ แต่เมื่อเริ่มขายสินค้าควบคู่ เช่น แชมพูหรือเครื่องสำอาง ต้องจดทะเบียนพาณิชย์กับหน่วยงานท้องถิ่น โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นผู้กำกับระบบทะเบียน ค่าธรรมเนียมตั้งใหม่ 50 บาท ตามข้อมูลจากสำนักงานบัญชี Inflow Account ในบทความ "เปิดร้านทำผมต้องจดทะเบียนร้านเสริมสวยอะไรบ้าง" ถ้าวางแผนขายผลิตภัณฑ์อยู่แล้ว จดไว้ตั้งแต่แรกให้จบ
VAT และภาษีป้าย
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไม่ได้บังคับทุกร้าน เกณฑ์คือเมื่อรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภายใน 30 วันนับแต่วันที่รายรับเกินเกณฑ์ ไม่มีค่าธรรมเนียม ยื่นได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่หรือเว็บไซต์กรมสรรพากร ตามข้อมูลจากคู่มือการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มบน info.go.th
ภาษีป้าย เก็บจากป้ายชื่อร้าน อัตราตามข้อมูลจากธรรมนิติในบทความ "อัปเดตภาษีป้าย 2569 สรุปอัตราการเสียภาษี พร้อมวิธีคำนวณ" คือ ป้ายอักษรไทยล้วน 5 บาทต่อ 500 ตร.ซม. ป้ายไทยปนภาษาต่างประเทศหรือมีภาพ 26 บาทต่อ 500 ตร.ซม. ขั้นต่ำป้ายละ 200 บาทต่อปี ยื่นแบบ ภ.ป.1 ที่สำนักงานเขตภายในเดือนมีนาคมของทุกปี สังเกตว่าป้ายที่มีภาษาอังกฤษปนเสียแพงกว่าป้ายไทยล้วนถึง 5 เท่า รู้เงื่อนไขนี้ก่อนออกแบบป้ายจะประหยัดได้ทุกปี
ประกันสังคม เมื่อเริ่มมีลูกจ้าง
เมื่อจ้างช่างหรือพนักงานตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างกองทุนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทนภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้าง ขั้นตอนนี้ไม่มีค่าธรรมเนียม ตามข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคมบน info.go.th จากนั้นนายจ้างนำส่งเงินสมทบ 5% ของค่าจ้าง และหักส่วนของลูกจ้างอีก 5% นำส่งด้วย ตามข้อมูลจาก HumanSoft ในบทความ "Q&A นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบประกันสังคมเท่าไหร่?" ต้นทุน 5% นี้ควรรวมอยู่ในโครงสร้างค่าตอบแทนช่างตั้งแต่ขั้นตอนวางแผน
ช่างทำผมต้องมีใบอนุญาตวิชาชีพไหม
ไม่ต้อง ปัจจุบันประเทศไทยไม่มีกฎหมายบังคับให้ช่างทำผมต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ใบอนุญาตที่กฎหมายบังคับผูกกับตัวสถานประกอบการตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2558 ไม่ใช่ตัวบุคคล สิ่งที่มีคือระบบรับรองฝีมือแบบสมัครใจ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเปิดทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติสาขาช่างแต่งผมและเสริมสวย ไม่บังคับ แต่หนังสือรับรองใช้สร้างความน่าเชื่อถือกับลูกค้าได้
ร้านทำผมไม่ต้องขอใบอนุญาตแบบสปาและร้านนวด
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือคิดว่าร้านทำผมต้องขอใบอนุญาต "สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ" ด้วย ข้อเท็จจริงคือพระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. 2559 ครอบคลุมเฉพาะกิจการสปา นวดเพื่อสุขภาพ และนวดเพื่อเสริมความงาม ซึ่งขอใบอนุญาตจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ร้านทำผมไม่อยู่ในนิยามนี้ ตามข้อมูลจากคู่มือแนวทางการดำเนินงานสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพังงา แต่ถ้าอนาคตร้านเพิ่มบริการนวดหรือสปา บริการส่วนนั้นเข้าข่ายกฎหมายฉบับนี้ทันทีและต้องขอใบอนุญาตเพิ่มต่างหาก
ขั้นตอนที่ 5: เตรียมช่องทางรับจองและเปิดร้าน
ร้านเสร็จ ใบอนุญาตครบ ยังเหลือขั้นตอนที่ชี้ขาดว่าเดือนแรกจะมีลูกค้าหรือไม่ คือเตรียมช่องทางให้ลูกค้าหาร้านเจอและจองคิวได้ก่อนวันเปิดจริง
ตั้งช่องทางรับจองก่อนวันเปิด
ลูกค้าร้านทำผมในไทยคุ้นกับการทักจองผ่าน LINE มากที่สุด การเปิด LINE Official Account ของร้านจึงเป็นขั้นต่ำที่ควรมีตั้งแต่ก่อนเปิด แพ็กเกจปัจจุบันตามข้อมูลจากหน้า "LINE Official Account ฟีเจอร์และแพ็กเกจ" ของ LINE for Business มีสามระดับ แพ็กเกจฟรีส่งบรอดแคสต์ได้ 300 ข้อความต่อเดือน Basic 1,280 บาทต่อเดือน ได้ 15,000 ข้อความ และ Pro 1,780 บาทต่อเดือน ได้ 35,000 ข้อความ ราคายังไม่รวม VAT 7% ร้านเปิดใหม่เริ่มจากแพ็กเกจฟรีได้ ค่อยขยับเมื่อฐานลูกค้าโต
ควบคู่กัน เปิดหน้าร้านบน Google Maps ผ่าน Google Business Profile ใส่รูปร้าน เวลาเปิดปิด และเมนูบริการให้ครบ เพราะลูกค้าใหม่ในย่านจำนวนมากเริ่มจากค้นหา "ร้านทำผมใกล้ฉัน" และรีวิวช่วงแรกมีผลต่อการตัดสินใจของคนถัดไปมากกว่าโฆษณา
ทดลองเปิดร้าน (soft opening) ก่อนเปิดจริง
ก่อนเปิดเต็มรูปแบบ ลองเปิดรับลูกค้าวงจำกัดสัก 1-2 สัปดาห์ เพื่อทดสอบคิวงานจริง จับเวลาต่อหัว เก็บฟีดแบ็ก และเก็บรูปผลงานไว้ทำคอนเทนต์เปิดตัว ส่วนแผนการหาลูกค้าช่วงเปิดร้านแบบละเอียด อ่านต่อได้ในคู่มือหาลูกค้าเข้าร้านเสริมสวย
ข้อควรระวังที่มักถูกมองข้าม
- ยื่นใบอนุญาตช้าเกินไป การพิจารณาใช้เวลาได้ถึง 30 วัน ร้านที่รอตกแต่งเสร็จค่อยยื่นมักต้องเลื่อนวันเปิด
- เซ็นสัญญาเช่าโดยไม่มีหนังสือยินยอมของเจ้าของสถานที่ เอกสารใบเดียวนี้ทำให้หลายร้านต้องวิ่งกลับไปหาเจ้าของพื้นที่กลางคัน
- ใช้งบตกแต่งจนหมดหน้าตัก เงินทุนหมุนเวียน 3 เดือนคือเงื่อนไขความอยู่รอดของร้านช่วงแรก
- รับจองกระจายหลายช่องทางโดยไม่มีที่รวมนัดที่เดียว รับนัดจากแชท โทรศัพท์ และหน้าร้านพร้อมกันโดยไม่มีที่จดรวมไว้ที่เดียว โอกาสนัดชนและลืมนัดจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนลูกค้า
- ลืมวางโครงสร้างค่ามือตั้งแต่แรก เงื่อนไขค่าตอบแทนที่ไม่ชัดคือสาเหตุคลาสสิกที่ช่างลาออกพร้อมพาลูกค้าประจำไปด้วย
สรุป
การเปิดร้านทำผมในกรุงเทพฯ ไม่ได้เริ่มที่การเซ้งร้านหรือซื้อเก้าอี้ แต่เริ่มที่คอนเซ็ปต์และตัวเลข
- กำหนดลูกค้าเป้าหมายให้ชัดก่อน แล้วเมนูบริการ ราคา และทำเลจะตามมาเอง
- งบลงทุนเริ่มต้นของร้านขนาดเล็กอยู่ที่อย่างน้อยราว 100,000-200,000 บาท และต้องกันเงินทุนหมุนเวียนราว 3 เดือนแยกไว้เสมอ
- ใบอนุญาตหลักคือใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพจากสำนักงานเขต ต่ออายุทุกปี
- ช่างทำผมไม่ต้องมีใบอนุญาตวิชาชีพ และร้านทำผมไม่ต้องขอใบอนุญาตแบบสปา ตราบใดที่ยังไม่เพิ่มบริการนวด
- เปิดช่องทางรับจองและหน้าร้านบน Google Maps ให้พร้อมก่อนวันเปิดจริง
อีกเรื่องที่ควรตัดสินใจตั้งแต่ช่วงเตรียมเปิดคือระบบจัดการร้าน เพราะถ้ารับจองในแชท จดนัดในสมุด และคิดค่ามือช่างใน Excel ข้อมูลจะกระจายหลายที่และตามแก้ยากเมื่อร้านเริ่มยุ่ง หนึ่งในตัวเลือกสำหรับร้านทำผมคือ SalonX ที่รวมการรับจองออนไลน์ผ่านหน้าเว็บและ LINE ของร้านเอง POS หน้าร้าน ประวัติลูกค้า และการคำนวณค่ามือช่างอัตโนมัติไว้ในระบบเดียว