สิ่งที่คุณจะได้จากบทความนี้
- โครงสร้างค่ามือช่าง 5 แบบที่ร้านเสริมสวยใช้จริง
- ตัวอย่างคำนวณค่ามือทีละขั้น จากร้านที่หักต้นทุนและส่วนผู้ช่วยก่อนสรุปยอดสุทธิ
- ร้านทำผมกับร้านนวดคิดค่ามือต่างกันยังไง และทำไมบางร้านเลือกจ่ายเป็นเงินคงที่แทนเปอร์เซ็นต์
- ค่าคอมมิชชั่นนับเป็น "ค่าจ้าง" ตามกฎหมายเมื่อไหร่ อ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกา 2 คดี
- ค่าจ้างขั้นต่ำ ประกันสังคม และภาษีหัก ณ ที่จ่าย ที่เกี่ยวข้องกับค่ามือช่าง
- จุดที่มักลืมเคลียร์ให้ชัดตั้งแต่วันแรก ก่อนกลายเป็นปัญหาระหว่างทาง
ทำไมตัวเลข 40/60 ที่ได้ยินบ่อย ยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
เจ้าของร้านทำผมคนหนึ่งซึ่งเปิดร้านมาหลายปี เล่าถึงตอนที่มีคนมาเสนอระบบจัดการร้านว่า "มีคนไหนมาเสนอเรื่องว่า...ระบบการจัดการซาลอนให้มืออาชีพ...เค้าแบ่งกันสี่สิบหกสิบง่ายๆ มัน มัน มันไม่ได้จบแค่นั้นไง" และย้ำอีกครั้งกลางบทสนทนาว่า "ไม่ได้จบแค่นั้นไง"
ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ตั้งต้นที่เธอพูดถึงเป็นแค่จุดเริ่มต้น ร้านของเธอเองยังต้องตัดสินใจต่อว่าจะหักต้นทุนตรงไหนและหักส่วนผู้ช่วยจากใคร เรื่องพวกนี้ต่างหากที่ทำให้เงินที่ช่างได้จริงต่างจากตัวเลขที่ตกลงกันไว้ หัวข้อต่อจากนี้ไล่ดูทีละโครงสร้างที่ร้านเสริมสวยที่เราคุยด้วยใช้จริง
โครงสร้างที่ 1: เปอร์เซ็นต์ของราคาบริการ และการหักต้นทุนก่อนคิดเปอร์เซ็นต์
เจ้าของร้านทำผมสองคนจากคนละร้านเล่าตรงกันว่า ฐานของค่ามือช่างคือเปอร์เซ็นต์ของราคาบริการ ไม่ใช่จำนวนเงินคงที่ ร้านแรกให้อัตราฐาน 35% และขยับสูงขึ้นตามอายุงานของช่าง ส่วนอีกร้านให้ตั้งแต่ 30% ขึ้นไปก่อนหักต้นทุน พอหักค่าเคมีและรายการอื่นแล้ว ช่างมักเหลือสุทธิราว 20%
ตัวเลขหน้าฉากกับเงินที่ช่างได้จริงจึงต่างกัน เจ้าของร้านคนหลังอธิบายว่า เมื่อกำหนดเปอร์เซ็นต์ของช่างแล้ว ทั้งต้นทุนวัสดุและค่าตอบแทนผู้ช่วยจะหักออกจากส่วนแบ่งของช่างเอง ไม่ได้หักจากยอดขายรวมของร้าน
จุดที่ต้องคิดต่อคือหักจากอะไรและหักเท่าไหร่ ร้านที่ให้ 35% ใช้วิธีต่างกันตามประเภทงาน งานสระผมอย่างเดียว ค่าแรงผู้ช่วยหักจากส่วนของช่างโดยตรง ราว 7 บาทต่อครั้ง แต่ถ้าเป็นงานเคมี เช่น สีผม ยืด ดัด ต้นทุนวัสดุจะหักจากยอดเต็มของบิลก่อนแบ่งเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่หักจากส่วนของช่างเหมือนงานสระ ร้านนี้เลือกไม่เก็บค่าวัสดุจากช่างเลย เจ้าของร้านย้ำว่าแต่ละร้านเลือกไม่เหมือนกัน บางร้านเก็บ บางร้านไม่เก็บ
วิธีคิดค่ามือทีละขั้น: ตัวอย่างจากร้านจริง
ลองไล่เป็นตัวเลขทีละขั้น จะเห็นภาพชัดกว่าฟังเป็นหลักการ สมมติร้านของคุณตั้งราคาตัดผมไว้ที่ 500 บาท (ตัวเลขสมมติเพื่ออธิบายวิธีคิดเท่านั้น) และให้ช่างได้คอมมิชชั่นฐาน 35% เท่ากับร้านตัวอย่างข้างต้น
ตัวอย่างคำนวณค่ามือทีละขั้น จากราคาบริการสมมติ 500 บาท
- 1ราคาบริการ (สมมติ)ยังไม่หักอะไร500 บาท
- 2คอมมิชชั่นฐาน 35%ส่วนของช่างก่อนหัก175 บาท
- 3หักค่าผู้ช่วยสระผม 2 ครั้ง ครั้งละ 7 บาทหัก 14 บาท
- 4ช่างได้สุทธิ175 บาท หัก 14 บาท161 บาท
500 บาทคูณ 35% เท่ากับ 175 บาท เป็นส่วนของช่างก่อนหักอะไรเลย ถ้าบริการนี้มีผู้ช่วยสระผมให้ 2 ครั้ง ครั้งละ 7 บาท ค่าผู้ช่วยรวม 14 บาทจะหักจากส่วนของช่าง ไม่ใช่จากยอดเต็ม 500 บาท ช่างจึงได้ค่ามือสุทธิ 161 บาท
ถ้าบริการนี้เป็นงานเคมีแทน ต้นทุนวัสดุจะหักจากยอดเต็มของบิลก่อนแบ่งเปอร์เซ็นต์ ไม่ได้หักจากส่วนของช่าง รายละเอียดแบบนี้มักหายไปเวลาคุยกันแค่ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ตัวเดียว
โครงสร้างที่ 2: อัตราต่างกันตามบริการ และตามระดับฝีมือ

ร้านเดียวกับที่คิดเปอร์เซ็นต์ฐาน 35% ก็ไม่ได้จ่ายอัตราเดียวกันทุกบริการ อัตราขยับตามความยากของงาน ทรีตเมนต์ได้ราว 25% ส่วนสระไดร์ได้ราว 20% งานที่ใช้เวลาและฝีมือมากกว่าจึงได้เปอร์เซ็นต์สูงกว่า อีกร้านหนึ่งเป็นร้านทำผมสไตล์เกาหลีที่มีช่าง 2 คนและผู้ช่วย 4 คน เจ้าของร้านบอกหลักการเดียวกันว่าค่ามือไม่เท่ากันทุกคนในร้าน แม้จะไม่ได้บอกตัวเลขที่ใช้จริง
ร้านทำผมอีกแห่งจัดเป็นระบบกว่านั้น คือผูกเปอร์เซ็นต์กับระดับฝีมือช่างเป็นสเกลทั้งร้าน ไม่ใช่แบ่งแค่ตามประเภทบริการ ร้านนี้มีลำดับขั้นตั้งแต่ช่างใหญ่ระดับสูงสุดที่ทำได้ทุกขั้นตอน ไล่ลงมาเรื่อยๆ จนถึงเด็กที่ทำได้เฉพาะสระผม และยิ่งระดับฝีมือลดลง คอมมิชชั่นก็ลดหลั่นตามกัน จาก 20% ลงมาถึง 5%
วิธีคำนวณของร้านนี้คือ หักต้นทุนประมาณ 30-40% ออกจากยอดขายรวมก่อน ส่วนที่เหลือ 60% เป็นของพนักงาน แล้วตีส่วนนี้เป็น 100% ใหม่ ก่อนไล่อัตราคอมมิชชั่นจาก 20% ลงมาถึง 5% ภายในส่วนนั้น สมมติยอดขายเดือนหนึ่ง 100,000 บาท หักต้นทุน 40% เหลือพนักงาน 60,000 บาท ช่างระดับสูงสุดได้ 20% ของส่วนนี้ เท่ากับ 12,000 บาท ช่างระดับล่างสุดได้ 5% เท่ากับ 3,000 บาท
โครงสร้างที่ 3: เหมาจ่ายเป็นบาทต่อรายการ แทนที่จะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์
สองโครงสร้างแรกคิดค่ามือเป็นเปอร์เซ็นต์ทั้งคู่ แต่ร้านนวดไม่ได้เดินตามแนวทางนี้เสมอไป เจ้าของร้านนวดคนหนึ่งซึ่งตอนที่เราคุยกันร้านยังตกแต่งอยู่และยังไม่เปิดให้บริการ วางแผนจ่ายหมอนวดเป็นจำนวนเงินคงที่ต่อเมนู ไม่ใช่เปอร์เซ็นต์ของราคา เจ้าของร้านยกตัวอย่างว่า นวดเท้าราคา 450 บาท จะจ่ายหมอนวดคงที่ประมาณ 180 บาท ส่วนทรีตเมนต์หน้าราคา 1,800 บาท จ่ายคงที่ 300 บาท คนละจำนวนตามแต่ละเมนู
ลองแปลงเป็นเปอร์เซ็นต์เทียบกันจะเห็นความต่าง นวดเท้า 180 บาทจาก 450 บาท คิดเป็นประมาณ 40% ของยอด แต่ทรีตเมนต์หน้า 300 บาทจาก 1,800 บาท คิดเป็นราว 16.7% เท่านั้น เมนูราคาสูงขึ้นไม่ได้แปลว่าหมอนวดจะได้ส่วนแบ่งสูงขึ้นตาม
แต่นี่ไม่ใช่แนวทางเดียวของร้านนวด ร้านนวดอีกแห่งคิดค่ามือเป็นเปอร์เซ็นต์ของราคาบริการแต่ละประเภท แบบเดียวกับร้านทำผมข้างต้น และให้เงินเดือนฐานประจำกับหมอนวดทุกคนด้วย
โครงสร้างที่ 4: ฐานเงินเดือนบวกเปอร์เซ็นต์ หรือไม่มีฐานเลย
อีกเรื่องที่ต้องตัดสินใจคือจะให้ช่างมีเงินเดือนฐานหรือไม่ ร้านที่เราคุยด้วยเลือกกันคนละแบบ
ร้านหนึ่งไม่มีเงินเดือนฐานให้ช่างหลักเลย เจ้าของร้านบอกเองว่าที่ร้านนี้ไม่มี ร้านอื่นอาจมีก็ได้ ช่างหลักรับคอมมิชชั่นล้วนๆ ส่วนผู้ช่วยได้เงินเดือนฐาน ขณะที่ร้านอีกกลุ่มหนึ่งให้เงินเดือนฐานบวกเปอร์เซ็นต์กับช่างทุกคนตั้งแต่แรก ทั้งสองแบบมีร้านใช้อยู่จริง ไม่มีแบบไหนผิด ขึ้นอยู่กับว่าร้านอยากให้ช่างมีรายได้มั่นคงแค่ไหน เทียบกับต้นทุนคงที่ที่ร้านต้องแบก
โครงสร้างที่ 5: ผูกกับเป้ายอดขายรายเดือนแทนคอมมิชชั่น
ร้านหนึ่งไม่ได้ใช้คอมมิชชั่นแบบมาตรฐานเลย ช่างส่วนใหญ่รับเป็นเงินเดือนประจำ และร้านให้โบนัสกระตุ้นยอดขายแทน เมื่อทำยอดถึงเป้าที่ตั้งไว้ในเดือนนั้น ตัวอย่างที่เจ้าของร้านเล่าคือทำยอดถึง 100,000 บาท ได้โบนัสเพิ่มอีก 5% รูปแบบนี้เป็นตัวอย่างจากร้านเดียว ไม่ใช่แนวทางหลักที่ทุกร้านใช้ แต่ก็แสดงให้เห็นว่าค่ามือไม่จำเป็นต้องผูกกับคอมมิชชั่นรายบิลเสมอไป
กฎหมายที่เจ้าของร้านควรรู้: ค่าจ้าง ค่าจ้างขั้นต่ำ ประกันสังคม ภาษี

ก่อนตั้งโครงสร้างค่ามือ มีเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับค่าจ้าง ประกันสังคม และภาษีที่ควรรู้ไว้ เนื้อหาส่วนนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะร้านของคุณ ถ้าต้องการคำตอบที่ตรงกับร้านคุณเอง ควรปรึกษานักบัญชีหรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่
ค่าคอมมิชชั่นนับเป็น "ค่าจ้าง" ตามกฎหมายไหม
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 นิยามค่าจ้างว่าเป็นเงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงจ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับเวลาทำงานปกติ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนสรุปไว้ในเอกสาร "สาระสำคัญ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541, 2551" ส่วนคอมมิชชั่นจะนับเป็นค่าจ้างหรือไม่ ศาลฎีกาเคยตัดสินไว้ทั้งสองทาง ขึ้นอยู่กับลักษณะการจ่ายจริง
| ประเด็น | ฎีกาที่ 3956/2561: เป็นค่าจ้าง | ฎีกาที่ 3959/2561: ไม่เป็นค่าจ้าง |
|---|---|---|
| ลักษณะเงิน | คอมมิชชั่นจากยอดขาย จ่ายเป็นระบบตามผลงานจากการทำงานปกติ | คอมมิชชั่นและรางวัลการขาย มีเงื่อนไขขั้นต่ำ |
| เงื่อนไขการจ่าย | ผูกกับยอดขายจริง | ขายไม่ถึง 50,000 บาทไม่ได้เลย เกินได้ 4-5.5% พร้อมหักมัดจำ 5-10% ไว้จนครบสัญญา |
| คำวินิจฉัยศาล | เป็นค่าตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติ ถือเป็นค่าจ้าง | เป็นเงินจูงใจให้ขาย ไม่ใช่ค่าตอบแทนการทำงานปกติ จึงไม่เป็นค่าจ้าง |
ตารางนี้สรุปตามข้อมูลจากเกร็ดความรู้คู่แรงงาน ตอนที่ 115 ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และตอนที่ 116 ทั้งสองคดีไม่ใช่เรื่องของร้านเสริมสวยโดยตรง แต่เป็นบรรทัดฐานที่ศาลใช้แยกประเภทคอมมิชชั่น คุณจึงใช้เทียบกับโครงสร้างของร้านคุณในเบื้องต้นได้ ส่วนคำตอบที่แน่ชัดต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
ค่าจ้างขั้นต่ำ มีผลกับช่างที่มีฐานรายวันหรือไม่
ถ้าร้านของคุณอยู่ในกรุงเทพมหานคร อัตราค่าจ้างขั้นต่ำปัจจุบันคือ 400 บาทต่อวัน มีผลตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2568 ตามที่กรมประชาสัมพันธ์รายงานไว้ ร้านเสริมสวยไม่ได้อยู่ในกลุ่มธุรกิจพิเศษ (โรงแรม หรือสถานบริการ) แต่ในกรุงเทพฯ ก็ใช้อัตรานี้อยู่แล้ว เพราะเป็นอัตราของทุกประเภทกิจการในพื้นที่ ส่วนต่างจังหวัดอยู่ในช่วง 337-400 บาทต่อวันแล้วแต่พื้นที่ อัตรานี้มีผลกับช่างที่มีฐานค่าจ้างรายวัน ถ้าช่างรับคอมมิชชั่นล้วนไม่มีฐาน กฎหมายยังกำหนดว่าเมื่อคิดเทียบเป็นรายวันแล้วต้องไม่ต่ำกว่าอัตรานี้
ประกันสังคม เพดานฐานเงินสมทบขยับตั้งแต่ต้นปี 2569
ร้านที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างกับสำนักงานประกันสังคม ภายใน 30 วัน อัตราเงินสมทบคือนายจ้างและลูกจ้างฝ่ายละ 5% ของค่าจ้าง และตั้งแต่ต้นปี 2569 เพดานฐานเงินสมทบปรับจาก 15,000 บาทเป็น 17,500 บาทต่อเดือน หมายความว่าสมทบสูงสุดฝ่ายละ 875 บาทต่อเดือน ตัวอย่างเช่น ถ้าค่าจ้างรวม (ฐานบวกค่ามือ ถ้านับเป็นค่าจ้าง) ของช่างเดือนหนึ่งคือ 20,000 บาท ฐานคำนวณเงินสมทบจะคิดจากเพดาน 17,500 บาท ไม่ใช่ 20,000 บาทเต็ม นายจ้างสมทบ 5% ของ 17,500 เท่ากับ 875 บาท ลูกจ้างสมทบอีก 875 บาท รวม 1,750 บาทต่อเดือน
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คอมมิชชั่นพนักงานใช้วิธีเดียวกับเงินเดือน
จุดที่เจ้าของร้านมักเข้าใจผิดคืออัตราภาษี อัตรา 3% ที่มักเจอตามอินเทอร์เน็ตเป็นอัตราหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้ตามมาตรา 40(2) ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ถ้าช่างเป็นพนักงานประจำของร้าน คอมมิชชั่นที่จ่ายให้ถือเป็นเงินได้จากการจ้างแรงงาน ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วยวิธีเดียวกับเงินเดือน คือคำนวณแบบเสมือนจ่ายเต็มปีตามมาตรา 50(1) ประมวลรัษฎากร ของกรมสรรพากร ไม่ใช่อัตราคงที่ 3% ร้านที่จ่ายค่าคอมมิชชั่นให้พนักงานประจำจึงต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 ทุกเดือนเหมือนเงินเดือนปกติ ไม่ใช่แบบของฟรีแลนซ์ รายละเอียดต่างกันตามเงินได้ของช่างแต่ละคน ควรให้นักบัญชีของร้านคำนวณให้
ข้อควรระวังที่มักถูกมองข้าม
ทิปจากลูกค้า แยกให้ชัดจากค่ามือ
ที่ร้านนวดแห่งหนึ่ง ลูกค้าที่อยากให้ทิปหมอนวดจะจ่ายผ่าน QR ส่วนตัวของหมอนวด หรือฝากเงินสดไว้หน้าร้าน ไม่ผ่านระบบคิดเงินของร้านเลย ส่วนร้านทำผมที่เราคุยด้วยก็ไม่มีร้านไหนพูดถึงทิปว่าเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างค่ามือ ทิปในร้านเหล่านี้จึงแยกออกจากค่ามือและคอมมิชชั่น
เขียนนโยบายให้ชัดตั้งแต่วันแรก ก่อนต้องมาแก้กลางคัน
เจ้าของร้านคนหนึ่งซึ่งมีทั้งร้านทำผมและร้านทำเล็บในเครือเดียวกัน ให้ช่างอาวุโสกำหนดส่วนแบ่งของผู้ช่วยเองเป็นรายกรณี ไม่ใช่เปอร์เซ็นต์ตายตัว เจ้าของร้านยอมรับเองระหว่างที่คุยกันว่าอยากตั้งกติกาใหม่ให้ชัดเจนกว่านี้ ปัญหาแบบนี้อาจไม่ได้เกิดจากการเลือกโครงสร้างผิด แต่เกิดจากการไม่เคยเขียนวิธีคิดให้ช่างเห็นชัดตั้งแต่วันแรก พอร้านโตขึ้นและมีช่างหลายระดับ กติกาที่ตกลงกันปากเปล่าจะเริ่มไม่พอ
ถ้าไม่อยากคำนวณค่ามือด้วยมือทุกสิ้นเดือน
ไม่ว่าจะใช้โครงสร้างแบบไหน พอร้านมีช่างหลายคนและหลายระดับฝีมือ การนั่งคำนวณด้วยเครื่องคิดเลขหรือสูตร Excel ทุกสิ้นเดือนก็เริ่มกินเวลาและเสี่ยงคิดผิด โดยเฉพาะร้านที่แบ่งเปอร์เซ็นต์ตามระดับฝีมือแบบในโครงสร้างที่ 2
ระบบจัดการร้านอย่าง SalonX เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ช่วยลดงานส่วนนี้
- ตั้งระดับพนักงานพร้อมอัตราคอมมิชชั่นต่อระดับไว้ล่วงหน้า ระบบคำนวณคอมมิชชั่นเป็น % รายช่างให้อัตโนมัติตามระดับของช่างคนนั้น ไม่ต้องไล่บวกเองทีละรายการ
- สรุป payslip รายเดือนให้ช่างแต่ละคน
- ออกไฟล์ CSV ให้นักบัญชีของร้านนำไปคำนวณต่อ แทนที่เจ้าของร้านจะต้องรวมตัวเลขเองจากสมุดหรือแชท
- ดูรายงานยอดขายรายช่างได้จากทุกที่ โดยไม่ต้องไปที่ร้าน
สรุป
โครงสร้างค่ามือที่เหมาะกับร้านคุณขึ้นอยู่กับขนาดร้าน ระดับฝีมือของช่างที่มี และความมั่นคงที่คุณอยากให้ทีม
- ร้านที่เราคุยด้วยนิยมใช้เปอร์เซ็นต์ของราคาบริการเป็นฐาน แต่ยังต้องตัดสินใจต่อว่าจะหักต้นทุนและส่วนผู้ช่วยจากตรงไหน
- ร้านที่มีช่างหลายระดับฝีมือ ใช้สเกลคอมมิชชั่นตามระดับได้ แทนอัตราเดียวสำหรับทุกคน
- ร้านนวดที่เมนูราคาต่างกันมาก อาจเหมาะกับการจ่ายเป็นจำนวนเงินคงที่ต่อเมนูมากกว่าเปอร์เซ็นต์
- คอมมิชชั่นอาจนับเป็น "ค่าจ้าง" ตามกฎหมายหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะการจ่ายจริง ถ้าไม่แน่ใจ ควรปรึกษานักบัญชีหรือสำนักงานแรงงาน
- เขียนนโยบายค่ามือเป็นลายลักษณ์อักษรให้ช่างเห็นชัดตั้งแต่วันแรก ก่อนร้านจะโตจนแก้ยาก
ถ้าคุณเพิ่งเริ่มวางแผนเปิดร้านทำผม อ่านขั้นตอนทั้งหมดได้ที่บทความเปิดร้านทำผมในกรุงเทพฯ ปี 2569
