สิ่งที่คุณจะได้จากบทความนี้
- ภาพรวม 5 ขั้นตอนเปิดร้านต่อขนตา พร้อมระยะเวลาที่ควรเผื่อสำหรับเอกสาร
- เมนูหลักของร้านต่อขนตา เวลาที่ใช้ต่อบริการ และรอบที่ลูกค้ากลับมาเติม
- ราคาอุปกรณ์และวัสดุสิ้นเปลืองจากผู้จำหน่ายจริง พร้อมวิธีคำนวณชุดเริ่มต้นต่อช่างหนึ่งคน
- ใบอนุญาตที่ต้องขอ การจดทะเบียน และคุณวุฒิวิชาชีพช่างต่อขนตาแบบสมัครใจ
- วิธีจัดคิวที่ใช้เวลานาน ไม่ให้ช่างว่างไปครึ่งบ่ายเพราะลูกค้าไม่มาตามนัด
ภาพรวม: เปิดร้านต่อขนตาใน 5 ขั้นตอน
ช่างต่อขนตาที่วางแผนเปิดร้านมาจากพื้นเพต่างกัน บางคนรับงานฟรีแลนซ์ที่บ้านลูกค้ามาสักพักแล้วอยากมีหน้าร้านของตัวเอง บางคนมีร้านทำเล็บอยู่แล้วและอยากเพิ่มมุมต่อขนตาให้ลูกค้าประจำ และบางคนเริ่มจากห้องเล็กที่บ้านตัวเองก่อนขยับไปเช่าหน้าร้าน ไม่ว่าจะเริ่มจากจุดไหน สิ่งที่ต้องเตรียมก็เหมือนกัน
ลำดับการเตรียมตัวที่แนะนำมี 5 ขั้นตอน
- วางเมนูบริการต่อขนตาและระยะเวลา
- เตรียมอุปกรณ์ วัสดุสิ้นเปลือง และเรื่องสุขอนามัย
- เลือกทำเล และตอบคำถามเรื่องเปิดที่บ้านหรือในคอนโดให้จบ
- ขอใบอนุญาตและจดทะเบียนให้ครบ
- จัดตารางช่าง ป้องกันลูกค้าไม่มาตามนัด และเตรียมช่องทางรับจอง
เรื่องเอกสารควรเดินคู่กับการเตรียมร้าน เพราะท้องถิ่นมีเวลาพิจารณาใบอนุญาตได้ถึง 30 วัน ตามแนวทางของอบต.ขามป้อม รวมตั้งแต่วางแผนจนถึงวันเปิดร้าน ร้านควรเผื่อเวลาไว้อย่างน้อย 6-8 สัปดาห์เป็นแนวทางคร่าวๆ
ขั้นตอนที่ 1: วางเมนูบริการต่อขนตาและระยะเวลา

เมนูหลักและระยะเวลาต่อบริการ
เมนูต่อขนตามีบริการหลักไม่กี่แบบ แต่แต่ละแบบใช้เวลาต่างกันมาก ตารางนี้เป็นตัวอย่างระยะเวลาที่ร้านต่อขนตามักตั้งไว้ ใช้เป็นจุดตั้งต้นแล้วปรับตามฝีมือและความเร็วของช่างแต่ละคน
| บริการ | ระยะเวลาโดยประมาณ |
|---|---|
| ต่อขนตา Classic (1:1) | 90 นาที |
| ต่อขนตา Volume (3D-5D) | 120 นาที |
| เติมขนตา (ภายใน 3 สัปดาห์) | 60 นาที |
| ถอดขนตา | 20 นาที |
| ลิฟติ้งขนตา (Lash Lift) | 60 นาที |
| ลิฟติ้งคิ้วและย้อมสีคิ้ว | 45 นาที |
| แว็กซ์คิ้วหรือกันคิ้ว | 20 นาที |
ถอดขนตาและแว็กซ์คิ้วมักเป็นงานเสริมที่ไม่เปิดจองแยก แต่ควรกันเวลาไว้ในตารางด้วย เพราะลูกค้าที่มาต่อชุดใหม่มักขอถอดของเก่าในคิวเดียวกัน
นัดเติมขนตา คือรายได้ที่กลับมาซ้ำตามรอบ
ลูกค้าที่ต่อขนตาแล้วมักกลับมาเติมประมาณทุก 3 สัปดาห์ ก่อนขนตาที่ต่อไว้จะหลุดตามวงจรธรรมชาติ การมาเติมแต่ละครั้งจึงเป็นคิวถัดไปของลูกค้าคนเดิม จองทีละครั้งเหมือนคิวทั่วไป ร้านที่วางนัดเติมล่วงหน้าไว้ตั้งแต่ต้น จะเห็นคิวล่วงหน้าได้ชัดกว่าร้านที่รอลูกค้าทักมาเอง
ขั้นตอนที่ 2: เตรียมอุปกรณ์ วัสดุสิ้นเปลือง และเรื่องสุขอนามัย

อุปกรณ์หลักและราคาตลาด
อุปกรณ์ต่อขนตาส่วนใหญ่เป็นวัสดุสิ้นเปลือง ไม่ใช่เครื่องมือไฟฟ้าราคาแพงแบบร้านทำผม ราคาต่อไปนี้มาจาก Nail Art Thai หมวดอุปกรณ์ต่อขนตาถาวร และหมวดอุปกรณ์ลิฟติ้งขนตาถาวร (สืบค้นเมื่อ ก.ย. 2569)
| อุปกรณ์ | ช่วงราคา |
|---|---|
| กาวต่อขนตา สูตรมาตรฐาน | 285-350 บาท (แพ็กคู่ 500-570 บาท) |
| กาวต่อขนตา สูตรแห้งเร็ว/พรีเมียม | 375-690 บาท (แพ็กคู่ 650-930 บาท) |
| ทวีซเซอร์สแตนเลส | 275-320 บาทต่ออัน |
| ทวีซเซอร์ทองเหลือง | 385-450 บาทต่ออัน |
| ชุดลิฟติ้งขนตา (Lash Lift) | 320-365 บาทต่อชุด |
| แผ่นเจลแปะใต้ตา | 15 บาทต่อแผ่น (แพ็ก 12-24 คู่ 180-450 บาท) |
ชุดเริ่มต้นด้านล่างคิดทวีซเซอร์ 2 อันต่อช่างหนึ่งคน (ปลายตรงและปลายโค้ง) ส่วนไพรเมอร์มีขายที่All Nail แต่ราคาไม่นิ่งพอให้อ้างอิง ให้เช็กกับผู้จำหน่ายโดยตรง
รวมชุดอุปกรณ์เริ่มต้นต่อช่างหนึ่งคน คือกาว ทวีซเซอร์ 2 อัน และแผ่นเจลใต้ตา 1 แพ็ก อยู่ที่ต่ำสุดราว 850 บาท (กาว 285 + ทวีซเซอร์ 2x275 + เจล 15 บาท) และสูงสุดราว 1,950 บาท (กาว 690 + ทวีซเซอร์ 2x450 + เจลแพ็ก 360 บาท) ถ้าเลือกอุปกรณ์เกรดพรีเมียมทั้งหมด
มาตรฐานความสะอาดที่ใช้เป็นเกณฑ์ได้
คุณวุฒิวิชาชีพช่างต่อขนตาของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (TPQI) กำหนดให้ช่างเตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่สะอาดและไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ และทำความสะอาดเครื่องมือให้ปราศจากเชื้อด้วยมาตรฐานสากล ใช้ข้อนี้ตั้งกติกาภายในร้านได้เลย เช่น ใช้ทวีซเซอร์ที่ฆ่าเชื้อแล้วทุกคิว และไม่ใช้แปรงปัดขนตาอันเดิมกับลูกค้าคนต่อไปโดยไม่ล้างก่อน
เรื่องที่มักเข้าใจผิดคือใครมีหน้าที่จดแจ้งกาวต่อขนตากับทางการ คำตอบคือผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าต้องยื่นจดแจ้งเครื่องสำอางกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ก่อนวางขาย ไม่ใช่หน้าที่ของร้านที่ซื้อมาใช้ สิ่งที่ร้านทำได้คือเลือกซื้อกาวที่มีเลขที่ใบรับจดแจ้งจาก อย. บนฉลาก จากผู้จำหน่ายที่เชื่อถือได้
แพตช์เทสต์ก่อนทำจริง และเตรียมรับมือถ้ากาวเข้าตา
ตั้งเป็นกติกาของร้านให้ช่างทุกคนทำแพตช์เทสต์กับลูกค้าใหม่ทุกครั้งก่อนต่อจริง เก็บทวีซเซอร์และถาดวางเส้นขนตาให้สะอาดระหว่างลูกค้าแต่ละคน และถ้ากาวเข้าตาลูกค้าระหว่างทำ ให้ล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันทีแล้วพาไปพบแพทย์โดยเร็ว ขั้นตอนเหล่านี้ใช้เวลาไม่กี่นาทีต่อคิว แต่ช่วยให้ลูกค้ามั่นใจและกลับมาเติมกับร้านต่อ
ขั้นตอนที่ 3: เลือกทำเล และตอบเรื่องเปิดที่บ้านหรือในคอนโดให้จบ
ร้านต่อขนตาไม่ต้องพึ่งทำเลริมถนนแบบร้านอาหาร เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ตั้งใจมาตามนัดและดูผลงานจากรูปมาก่อนแล้ว แต่เรื่องสถานที่ยังเป็นคำถามที่คนกำลังจะเปิดร้านถามกันมากที่สุด โดยเฉพาะเปิดที่บ้านได้ไหมและเปิดในคอนโดได้ไหม คำตอบของสองคำถามนี้มาจากกฎหมายคนละฉบับ
เปิดที่บ้านได้ แต่ยังต้องขอใบอนุญาตเหมือนร้านทั่วไป
กฎหมายไม่ได้แยกร้านที่เปิดในบ้านออกจากร้านทั่วไป ใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ (รายละเอียดในขั้นตอนที่ 4) ผูกกับสถานที่ประกอบกิจการ ไม่ว่าสถานที่นั้นจะเป็นบ้านพักอาศัยหรือไม่ ถ้าจะต่อขนตาที่บ้านตัวเอง ต้องยื่นขอใบอนุญาตโดยใช้ที่อยู่บ้านเป็นสถานประกอบกิจการเหมือนร้านเช่าทั่วไป และถ้าบ้านไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของคุณเอง สำนักงานเขตจะขอหนังสือยินยอมจากเจ้าของบ้านเพิ่ม
ห้องพักอาศัยในคอนโด เปิดร้านไม่ได้ตามกฎหมาย
ห้องชุดที่จดทะเบียนเป็นที่พักอาศัยในคอนโดมิเนียม ใช้เปิดร้านต่อขนตาไม่ได้ ไม่ว่าจะรับลูกค้าวันละกี่คน พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 17/1 วรรคสอง ตามฉบับรวมการแก้ไขที่เผยแพร่โดยกรมที่ดิน ห้ามประกอบการค้าในอาคารชุด เว้นแต่พื้นที่ที่โครงการจัดไว้เพื่อการค้าโดยเฉพาะ ผู้ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท และปรับอีกวันละไม่เกิน 5,000 บาทตลอดเวลาที่ฝ่าฝืน ทางออกคือมองหาห้องที่นิติบุคคลจดทะเบียนเป็นพื้นที่พาณิชย์ตั้งแต่แรก และขอดูข้อบังคับนิติบุคคลก่อนเซ็นสัญญาเช่าทุกครั้ง
กลิ่นกาว อีกเรื่องที่ต้องคิดตอนเลือกทำเล
กาวต่อขนตามีกลิ่นเฉพาะตัวที่ชัดมากในพื้นที่ปิด เป็นเหตุผลเดียวกับที่ร้านเล็บต้องแยกโซนน้ำยาออกจากโซนอื่น ถ้าเลือกทำเลเป็นห้องแถวหรือมุมหนึ่งในบ้าน ให้เผื่อพื้นที่ทำงานที่ระบายอากาศออกนอกอาคารได้ และอย่าจัดมุมต่อขนตาไว้ติดครัวหรือห้องนอนโดยไม่กั้นแยก
กฎหมายเรื่องเปิดที่บ้านหรือในคอนโดข้างต้น และใบอนุญาตในขั้นตอนที่ 4 เป็นชุดเดียวกับร้านทำผมและร้านทำเล็บ ถ้าคุณวางแผนเปิดสองแบบนี้ควบคู่ไปด้วย อ่านเพิ่มเติมได้ที่วิธีเปิดร้านทำผมในกรุงเทพฯ และวิธีเปิดร้านทำเล็บ
ขั้นตอนที่ 4: ขอใบอนุญาตและจดทะเบียนให้ครบ
ใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ยังไม่มีประกาศไหนเขียนคำว่า "ต่อขนตา" ตรงๆ
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พ.ศ. 2558 ที่เผยแพร่โดยกรมอนามัย กิจการกลุ่มการประกอบกิจการเสริมสวย หรือแต่งผม ต้องขอใบอนุญาตก่อนเปิดดำเนินการ ร้านต่อขนตาน่าจะจัดอยู่ในกลุ่มนี้เพราะเป็นบริการความงามที่ทำบนตัวลูกค้าโดยตรง แต่ทั้งตัวประกาศและบทความสรุปใบอนุญาตกิจการอันตรายต่อสุขภาพของ Greenpro KSP ไม่ได้เขียนคำว่า "ต่อขนตา" หรือ "eyelash" ไว้ตรงๆ ทางที่ปลอดภัยที่สุดคือโทรถามฝ่ายสิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาลของเขตหรือเทศบาลที่ร้านตั้งอยู่ ก่อนตกแต่งร้านจริง
สิ่งที่รู้แน่ชัดแล้วเกี่ยวกับใบอนุญาตนี้ ถ้าร้านเข้าข่าย
- ยื่นที่ไหน: ฝ่ายสิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาล สำนักงานเขต (กรุงเทพฯ) หรือเทศบาล/อบต. (ต่างจังหวัด) ตามตัวอย่างเอกสารของสำนักงานเขตลาดพร้าว
- ค่าธรรมเนียม: กำหนดโดยข้อบัญญัติท้องถิ่นตามประเภทและขนาดกิจการ ตัวอย่างของเขตลาดพร้าวอยู่ในช่วง 240-15,000 บาทต่อปี ร้านเล็กมักจ่ายหลักร้อย
- ระยะเวลาพิจารณา: ไม่เกิน 30 วันนับจากยื่นเอกสารครบ
- อายุใบอนุญาต: 1 ปี ต้องต่อก่อนหมดอายุ
จดทะเบียนพาณิชย์ จำเป็นเมื่อขายสินค้าในร้าน
ร้านที่ให้บริการต่อขนตาอย่างเดียวไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ แต่ถ้าขายสินค้าด้วย เช่น ชุดขนตาปลอมหรือเซรั่มบำรุงขนตาให้ลูกค้าซื้อกลับบ้าน ถือเป็นพาณิชยกิจที่ต้องจดภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มขาย ค่าธรรมเนียม 50 บาท หน่วยงานที่กำกับคือกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
VAT และประกันสังคม
ร้านต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยยื่นภายใน 30 วันนับจากวันที่รายรับเกิน และไม่มีค่าธรรมเนียม ตามคู่มือของกรมสรรพากร ส่วนประกันสังคมเริ่มทันทีที่มีลูกจ้างคนแรก นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนภายใน 30 วัน และสมทบ 5% ของค่าจ้าง ตามคู่มือของสำนักงานประกันสังคม ช่างที่รับเงินเดือนบวกค่ามือตามยอดบริการถือเป็นลูกจ้างตามความหมายนี้
ช่างต่อขนตาต้องมีใบอนุญาตวิชาชีพไหม
ไม่ต้อง ปัจจุบันไม่มีกฎหมายบังคับให้ช่างต่อขนตาต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ใบอนุญาตที่กฎหมายบังคับผูกอยู่กับสถานประกอบการตามหัวข้อก่อนหน้า ไม่ใช่ตัวช่าง สิ่งที่มีคือคุณวุฒิวิชาชีพแบบสมัครใจจากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ สาขาช่างเทคนิคเสริมสวย อาชีพช่างต่อขนตา ระดับ 5 และระดับ 4 ระดับ 5 กำหนดให้ผู้เข้ารับการประเมินมีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีประสบการณ์ทำงานไม่น้อยกว่า 6 เดือน หน่วยสมรรถนะครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์รูปตาเพื่อออกแบบขนตา การเตรียมวัสดุอุปกรณ์อย่างถูกสุขลักษณะ ไปจนถึงเทคนิคความปลอดภัยและการแนะนำลูกค้าดูแลหลังทำ ใบรับรองแบบนี้สร้างความมั่นใจให้ลูกค้า และใช้เป็นเกณฑ์คัดช่างเมื่อร้านเริ่มรับคนเพิ่ม
ขั้นตอนที่ 5: จัดตารางช่าง ป้องกันลูกค้าไม่มาตามนัด และเตรียมช่องทางรับจอง
คิวละ 90-120 นาที ลูกค้าไม่มาตามนัดหนึ่งคนจึงเสียมากกว่าที่คิด
จากขั้นตอนที่ 1 ต่อขนตา Classic ใช้เวลาราว 90 นาที และ Volume ราว 120 นาทีต่อคิว ถ้าลูกค้าจองคิว Volume แล้วไม่มาโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ช่างคนนั้นจะว่างไปเต็ม 120 นาทีทันที ถ้าร้านมีช่างทำงานพร้อมกันแค่ 1-2 คนต่อกะ หาลูกค้าคนอื่นมาแทนจึงมักทำไม่ทัน ต่างจากร้านที่งานแต่ละคิวสั้นกว่า ซึ่งขยับคิวถัดไปมาชดเชยได้ง่ายกว่า
คิวต่อขนตา 90-120 นาที ถ้าลูกค้าไม่มา ช่างเสียเวลาแค่ไหน
- ตัวอย่างเวลา (Classic / Volume)
- 90-120 นาที
- ผลที่ตามมา
- ช่างว่างทั้งคิว หาลูกค้าคนอื่นมาแทนไม่ทัน
- ตัวอย่างเวลา (Classic / Volume)
- 90-120 นาที
- ผลที่ตามมา
- ลูกค้ามาตามนัด หรือแจ้งยกเลิกเร็วพอให้ร้านรับลูกค้าคนอื่นแทนได้
คำตอบที่ได้ผลจริงคือการยืนยันนัดตอนจอง และส่งข้อความเตือนล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วันก่อนถึงคิว พร้อมขอให้ลูกค้าแจ้งเลื่อนล่วงหน้าถ้าติดธุระ ทำแบบนี้สม่ำเสมอตั้งแต่เปิดร้าน ลูกค้าจะรู้เองว่าคิวของร้านนี้จองแล้วต้องมาตามนัด บางร้านแก้ปัญหานี้ด้วยการเก็บมัดจำตอนจอง ซึ่งเป็นแนวทางที่แต่ละร้านตัดสินใจเอง
ร้านที่เพิ่งเปิดมักตั้งตารางแบบช่องละ 1 ชั่วโมงเท่ากันหมด ทั้งที่ Classic ใช้ 90 นาทีและ Volume ใช้ 120 นาที ผลคือคิวถัดไปต้องรอ หรือช่างว่างโดยไม่มีคิวมาลง ให้นับจำนวนคิวที่รับได้จากจำนวนช่างที่ทำงานพร้อมกัน
ตั้ง LINE ของร้านให้พร้อมก่อนวันเปิด
ลูกค้าต่อขนตาอาจเห็นผลงานจาก Instagram ก่อน แล้วค่อยทักมาทาง LINE ตั้งLINE Official Account ของร้านให้เรียบร้อยก่อนวันเปิด แบบฟรีส่งบรอดแคสต์ได้ 300 ข้อความต่อเดือน ส่วนแบบ Basic อยู่ที่ 1,280 บาทต่อเดือน ส่งได้ 15,000 ข้อความ (ยังไม่รวม VAT) ร้านเปิดใหม่ใช้แบบฟรีได้สบาย เพราะโควตานี้นับเฉพาะบรอดแคสต์ ไม่รวมข้อความตอบลูกค้าทีละคน เตรียมรูปผลงานให้พร้อมสำหรับ Instagram และสร้าง Google Business Profile ให้ร้านขึ้นบน Google Maps ก่อนวันเปิด แนวทางหาลูกค้ากลุ่มแรกอ่านเพิ่มได้ที่วิธีหาลูกค้าร้านเสริมสวย
ข้อควรระวังที่มักถูกมองข้าม
- แพตช์เทสต์ลูกค้าใหม่ทุกคน และความสะอาดเครื่องมือทุกคิว คือกติกาที่ข้ามไม่ได้ ผิวและดวงตาของลูกค้าแต่ละคนไวต่อกาวไม่เท่ากัน ถ้าข้ามแพตช์เทสต์เพื่อประหยัดเวลาไม่กี่นาทีแล้วลูกค้าเกิดอาการแพ้ ร้านอาจเสียลูกค้าประจำคนนั้นไปเลย
- ใบอนุญาตมีอายุ 1 ปี ตั้งเตือนต่ออายุล่วงหน้า และเก็บใบเสร็จค่าธรรมเนียมไว้กับเอกสารร้าน
- นัดเติมขนตาควรจองล่วงหน้าไว้ในตาราง ไม่ใช่รอลูกค้าทักมาเอง รอบ 3 สัปดาห์บอกล่วงหน้าอยู่แล้วว่าลูกค้าแต่ละคนจะกลับมาเมื่อไร ร้านที่ตั้งเตือนนัดเติมไว้ตั้งแต่ต้นจะมีคิวแน่นกว่าร้านที่รอลูกค้าโทรเข้ามา
ตารางช่างที่กันเวลาตามบริการจริง พร้อมยืนยันนัดล่วงหน้า
เมื่อร้านเริ่มมีช่างมากกว่าหนึ่งคน และคิวเข้ามาทั้งจาก LINE Instagram และลูกค้าประจำที่โทรตรง ตารางในกระดาษหรือปฏิทินมือถือเริ่มไม่พอ ระบบจัดการร้านสำหรับร้านต่อขนตาอย่าง SalonX เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ช่วยตรงจุดนี้ ตารางช่างตั้งเวลาต่อบริการได้ตามจริง เช่น Classic 90 นาทีและ Volume 120 นาที แทนที่จะเป็นช่องละชั่วโมงเท่ากันหมด รับจองผ่าน LINE ของร้านเอง แล้วยืนยันนัดพร้อมส่งข้อความเตือนก่อนถึงคิวให้อัตโนมัติ ตรงกับวิธีรับมือลูกค้าไม่มาตามนัดในขั้นตอนที่ 5
อีกจุดที่ช่วยได้คือประวัติลูกค้า เก็บบันทึกของลูกค้าแต่ละคนไว้กับร้าน เช่น ผลแพตช์เทสต์ครั้งก่อน หรือความไวต่อกาวบางสูตร ช่างคนไหนรับคิวต่อก็เห็นข้อมูลเดิมได้ทันทีโดยไม่ต้องถามซ้ำ ดูรายละเอียดตารางช่างได้ที่หน้าระบบจองคิว
สรุป
การเปิดร้านต่อขนตาเริ่มจากเมนูและเวลาต่อบริการ ไม่ใช่จากการซื้ออุปกรณ์ก่อน สิ่งที่ต้องทำให้ครบมี 5 เรื่อง
- วางเมนูต่อขนตาและตั้งเวลามาตรฐานของแต่ละบริการ เช่น Classic 90 นาที และ Volume 120 นาที
- เตรียมชุดอุปกรณ์เริ่มต้นต่อช่างหนึ่งคนราว 850-1,950 บาท และตั้งกติกาความสะอาดตามมาตรฐาน TPQI
- ตอบเรื่องสถานที่ให้จบก่อนเซ็นสัญญา บ้านเปิดได้แต่ต้องขอใบอนุญาต ห้องพักอาศัยในคอนโดเปิดไม่ได้
- ขอใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และเผื่อเวลาพิจารณาอย่างน้อย 30 วัน
- ตั้ง LINE ของร้านและตารางช่างที่คิดเวลาตามบริการจริงก่อนวันเปิด
